เกษตรฯ ปั้นองค์กร AI ลุย Data Hub ดัน ‘ยาง-ข้าว-ปาล์ม-โค’ รับกฎ EUDR
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งยกระดับสู่ “องค์กรดิจิทัลอัจฉริยะ” เดินหน้าใช้ AI และฐานข้อมูลกลาง (Data Hub) ขับเคลื่อนภาคเกษตร พร้อมเร่งโครงการ Quick Win ใน 4 สินค้าเกษตรหลัก ได้แก่ ยางพารา ข้าว ปาล์มน้ำมัน และโค-กระบือ ควบคู่พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ รองรับมาตรการ EUDR ของสหภาพยุโรป หวังเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันและยกระดับราคาสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก
นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลเทคโนโลยีสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2569 ว่า กระทรวงมีเป้าหมายยกระดับสู่การเป็น “องค์กรดิจิทัลอัจฉริยะ (Smart & Digital Organization)” ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) เพื่อลดความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และยกระดับการให้บริการเกษตรกร
ปัจจุบันกระทรวงได้ประกาศใช้นโยบายกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance Policy) เชื่อมโยงระบบ SSO MOAC ครอบคลุมแล้ว 20 หน่วยงาน พร้อมรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ MOAC Data Hub จำนวน 159 ชุดข้อมูล จาก 22 หน่วยงาน และเร่งรวมบริการ E-Service กว่า 233 ระบบไว้บนแพลตฟอร์มกลาง (Single Portal) เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลด้านดิน น้ำ ปุ๋ย และการตลาดได้จากจุดเดียว
นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างพัฒนา MOAC Agri AI Framework เพื่อนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้สนับสนุนการปฏิบัติงานและการให้บริการองค์ความรู้เฉพาะด้านแก่เกษตรกร พร้อมเดินหน้าโครงการ Quick Win ในสินค้าเกษตร 4 กลุ่ม ได้แก่ ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และโค-กระบือ ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2569 เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลประกอบการจัดทำคำของบประมาณปี 2571 สำหรับขยายระบบบริการดิจิทัลไปยังสินค้าเกษตรทุกประเภท
“กระทรวงเกษตรฯ มุ่งมั่นยกระดับไปสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพื่อลดความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ และส่งมอบบริการที่แม่นยำแก่เกษตรกร” นายสรวุฒิกล่าว
ด้านนางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง (MCIO) กล่าวว่า กระทรวงให้ความสำคัญกับการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เกษตรกรรายย่อยสามารถใช้งานได้ง่าย เพื่อบันทึกข้อมูลการผลิตและตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)
ระบบดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการรองรับมาตรการ EUDR (European Union Deforestation Regulation) ของสหภาพยุโรป ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในสิ้นปี 2569 โดยเฉพาะประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ ที่จะสามารถใช้ระบบพิสูจน์แหล่งที่มาของสินค้า เพื่อยืนยันว่าไม่ได้มาจากพื้นที่บุกรุกป่า ช่วยเพิ่มโอกาสส่งออกไปยังผู้ผลิตล้อรถยนต์และอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก และเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้รับราคายางพาราเพิ่มขึ้นถึง 2.5 บาทต่อกิโลกรัม
เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายด้านดิจิทัลมีความคล่องตัวมากขึ้น ที่ประชุมยังมีมติปรับโครงสร้างการทำงาน ลดจำนวนคณะทำงานจาก 8 ชุด เหลือ 2 ชุด ได้แก่ คณะทำงานบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีอัจฉริยะด้านการเกษตร และคณะทำงานบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ พร้อมเร่งพัฒนาระบบ Cloud การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเกษตรกร และระบบลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) ให้เป็นไปตามกฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการภาคเกษตรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม