เอกชนชี้ไม่เซอร์ไพรส์นายกฯอนุทิน ประกาศยุบสภาก่อนกำหนด ส.อ.ท.ห่วงข้าราชการเกียร์ว่าง “พจน์” ห่วงสถานการณ์ตอนนี้ผันผวนสูง หวั่นตั้งรัฐบาลใหม่ยืดเยื้อลากยาว ทำเศรษฐกิจครึ่งแรกปีหน้าถูกแช่แข็ง ประสานเสียงหนุนสานต่อนโยบายกระตุ้นการใช้จ่าย ขอ “คนละครึ่งพลัส” คัมแบ็ก
หอการค้าวอนทุกฝ่ายประคอง ศก.
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศยุบสภาเมื่อคืนวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมาว่า หอการค้าไทยเข้าใจถึงความจำเป็นทางการเมืองในการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีในการยุบสภาในครั้งนี้ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในประเทศและระหว่างประเทศที่มีความผันผวนสูง รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนและปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจโลก ซึ่งล้วนส่งผลต่อเสถียรภาพและการบริหารประเทศ จึงเห็นว่าเป็นการตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของกรอบประชาธิปไตยและกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ หอการค้าไทยขอเรียกร้องให้มีการเร่งดำเนินการจัดการเลือกตั้งตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ประเทศมีรัฐบาลชุดใหม่ที่มีอำนาจเต็มโดยเร็ว เนื่องจากในปัจจุบันยังมีกฎหมายสำคัญและกรอบการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่รอการพิจารณาและผ่านสภา และต้องมีขับเคลื่อนอีกหลายประเด็น อาทิ การเจรจาด้านภาษีกับสหรัฐอเมริกา การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้า เช่น FTA Thai-EU ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ในระหว่างช่วงรัฐบาลรักษาการ หอการค้าไทยเห็นว่า รัฐบาลรักษาการณ์ยังคงมีอำนาจตามกฎหมายในการดำเนินนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ที่มติคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบปัญหา รวมถึงการดูแลสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งสามารถและควรดำเนินการต่อเนื่องโดยไม่ให้เกิดความสะดุด
โดยให้ระวังเรื่องข้อจำกัดของรัฐบาลรักษาการณ์ตามระเบียบ หอการค้าไทย รวมถึงคณะกรรมการร่วม 3 สถาบัน (กกร.) เชื่อมั่นว่าทั้งรัฐบาลรักษาการ ข้าราชการ และภาคเอกชน จะสามารถร่วมกันทำงานต่อเนื่อง เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจของประเทศได้จนกว่าจะมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แม้จะมีข้อจำกัดบางประการก็ตาม
“หอการค้าไทยไม่ต้องการให้การยุบสภาในครั้งนี้ส่งผลให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศหยุดชะงัก และขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งความเชื่อมั่น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง และมีรัฐบาลชุดใหม่โดยเร็วเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ”
ส.อ.ท.ห่วง ขรก.เกียร์ว่าง
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การยุบสภาครั้งนี้ไปตามไทม์ไลน์ที่นายอนุทินเคยบอกไว้ อาจเร็วกว่าสักเดือน แต่ก็ไม่แปลกใจอะไร ตอนนี้เอกชนห่วงการทำงานของหน่วยงานรัฐจะเกียร์ว่าง จึงอยากขอให้ปลัดทุกกระทรวงอย่านิ่ง เพราะมันมีงานประจำที่ต้องทำ อย่าคาราคาซัง ทั้งนี้ ยังห่วงพวกมาตรการต่าง ๆ ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจมันจะชะงักอย่างคนละครึ่งเฟส 2 ด้วยเป็นรัฐบาลรักษาการ ทำอะไรได้ไม่มาก ห่วงปัญหาชายแดน การเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้ การเจรจาภาษีกับทรัมป์ ทุกอย่างบีบไปหมดในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 อาจยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจ
ชาวนาหวั่นไร้คนดูแลข้าวนาปรัง
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ชาวนาเข้าใจการเมืองไทยเป็นอย่างดี จึงมีข้อกังวลไม่มากนัก แต่ก็มีความเป็นห่วงอยู่บ้าง โดยเฉพาะเรื่องของนโยบายการดูแลสินค้าเกษตร ซึ่งเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใหม่ หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องการให้มีการดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง รวมไปถึงยุทธศาสตร์ข้าวอีกด้วย ส่วนสถานการณ์ด้านราคา ช่วงนี้ยังพอไปได้ และข้าวก็ไม่ได้อยู่ในมือเกษตรกรแล้ว เนื่องจากมีการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี 2568/2569 ใกล้หมดแล้ว
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องติดตามจากนี้ คือ เรื่องนโยบาย มาตรการดูแลข้าวนาปรัง ที่ตอนนี้ได้มีการเพาะปลูกไปแล้วในหลายพื้นที่ และคาดว่าจะมีการเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนมีนาคม 2569 นี้ จะเป็นอย่างไร เนื่องจากอยู่ในช่วงของการเลือกตั้ง ส่วนเรื่องของการเจรจาขายข้าว จีทูจี กับจีน ก็เชื่อว่าการประกาศยุบสภาไม่น่าจะมีผลกระทบ ทั้งนี้ก็ต้องติดตามเรื่องของการส่งออกข้าวในปีหน้าด้วย เพราะจะมีผลต่อราคาข้าวในประเทศ
ขอนโยบายดูแล ศก.ต่อเนื่อง
นายสิทธิศักดิ์ ลิ้มวัฒนายิ่งยง นายกสมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย กล่าวว่า ทางผู้ประกอบการและผู้ส่งออกเครื่องประดับเงิน ก็มีความเป็นห่วงในเรื่องของนโยบายการค้า ที่อาจจะไม่ต่อเนื่องเหตุจากการยุบสภา แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ รวมไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ สิ่งที่ต้องการให้เดินหน้าและมีความชัดเจน คือ เรื่องของนโยบายเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาต่าง ๆ รวมไปถึงการเดินหน้าเปิดตลาดส่งออก เพราะต้องยอมรับว่าเรายังมีหลายปัจจัยที่กระทบทั้งภายในและภายนอก
อย่างไรก็ดี ความต่อเนื่องและความชัดเจนของนโยบาย เป็นสิ่งที่ผู้ส่งออกให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ที่ต้องการให้รัฐบาลใหม่เห็นถึงความสำคัญ และผู้ประกอบการในกลุ่มนี้สร้างรายได้ให้กับประเทศและส่วนใหญ่ 70-80% เป็นผู้ประกอบไทยและอยู่ในกลุ่มเอสเอ็มอี ที่ต้องการแรงสนับสนุนจากภาครัฐ
ชี้ครึ่งแรกปี’69 ศก.ถูกแช่แข็ง
ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยว่า การประกาศยุบสภาของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย กระทบต่อเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรก ปี 2569 โดยความเสี่ยงในช่วง 2 ไตรมาสแรก คือ 1.ภาพลักษณ์การเมืองไทยที่ไม่นิ่ง ส่งผลต่อนักลงทุนที่จะเข้ามา ทุนไทยอาจจะหาย โดยต่างชาติขยายไปลงทุนประเทศอื่นแทน
2.การสู้รบกับกัมพูชา แม่ทัพในการบัญชาการควบคุมในภาพรวมจะเป็นรัฐบาลรักษาการ 3.การเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐอเมริกา อย่างน้อย 3 เดือนข้างหน้าไม่จบ ขณะเดียวกันการเจรจาการค้า FTA กับต่างประเทศอาจจะทำไม่ได้ หรืออาจจะไม่มีใครอยากทำด้วย เพราะเป็นรัฐบาลรักษาการ
อย่างไรก็ดี โจทย์คือการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เร็วหรือช้า อย่างน้อยคาดว่าจะมีการเลือกตั้งภายในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 หลังจากนั้นจะใช้เวลา 2 เดือน คือ มีนาคม-เมษายน ในการจัดตั้งรัฐบาล โดยอย่างช้าจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม ไม่เช่นนั้นความเสี่ยงของการเสียเวลาช่วง 5-6 เดือน จะทำให้เศรษฐกิจไทยถูกแช่แข็ง
ทั้งนี้ ภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่ ประกอบด้วย 1.เร่งจัดตั้งรัฐบาลเร็วที่สุด ภายใน 1 เดือนหลังจากมีการเลือกตั้ง ซึ่งภายในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ควรจะต้องมีรัฐบาลใหม่ 2.ให้มีมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ 3.ต้องปิดดีลภาษีทรัมป์ให้เสร็จเรียบร้อย
ขอคนละครึ่งกระตุ้น ศก.ปี’69
นางสาวอัญรัตน์ พรประกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารแบรนด์ “ยูบิลลี่ ไดมอนด์” กล่าวว่า ในฐานะของภาคเอกชน อยากให้รัฐบาลใหม่มีนโยบายที่ส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วง เพราะหากเปรียบเทียบในภูมิภาคเอเชีย ไทยยังมีการเติบโตที่ช้ากว่าเพื่อนบ้าน
จึงอยากให้มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่หนักหน่วง เพราะเมื่อเกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินแล้ว จะทำให้ธุรกิจของเหล่าผู้ประกอบการเติบโตและเป็นกระดูกสันหลังที่แข็งแกร่งของไทย ทำให้ภาพรวมของประเทศแข็งแกร่งต่อไป โดยนโยบายที่อยากเห็น เช่น คนละครึ่งพลัส ซึ่งช่วยสร้างกำลังใจให้ผู้บริโภค เช่นเดียวกับมาตรการทางภาษีอย่าง ช้อปดีมีคืน และมาตรการที่สนับสนุนผู้ประกอบการ เพราะเชื่อว่าปี 2569 จะเป็นอีกปีที่ท้าทายและต้องอาศัยความพยายามอย่างมาก เนื่องจากยังมีปัจจัยที่ไม่แน่นอนหลายด้าน
ลดภาษีนำเข้าเสริมเดสติเนชั่นช็อปปิ้ง
ไปในทิศทางเดียวกับ นางสาวสลิล สุญาณเศรษฐกร ประธานกรรมการ บริษัท ไอไอคอมบายนด์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า หวังให้รัฐบาลใหม่มีมาตรการเสริมศักยภาพการเป็นเดสติเนชั่นช็อปปิ้งของไทย อาทิ ลดภาษีสินค้านำเข้า ซึ่งปัจจุบันอัตราภาษีไทยสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ทำให้สินค้าหลายชนิดมีราคาสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จึงยากที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาจับจ่าย
หนุนการแพทย์ ชิงตลาดเวลเนสโลก
ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า สำหรับนโยบายของรัฐบาลใหม่นั้น อยากให้ผลักดันนโยบายเปิดกว้างด้านการแพทย์ ทั้งการรับนวัตกรรมการแพทย์ใหม่ ๆ ด้านอุปกรณ์, กระบวนการรักษา, อาหารเสริมทางการแพทย์ และอื่น ๆ เช่น สเต็มเซลล์ รวมถึงเปิดรับแพทย์-ผู้เชี่ยวชาญจากต่างชาติที่มีความรู้ความสามารถให้เข้ามาปฏิบัติงาน และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้-ฝึกฝนเพิ่มความสามารถของแพทย์ไทยให้สูงขึ้นอีก เนื่องจากการเปิดกว้างในด้านเหล่านี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของวงการแพทย์ไทยในเวทีโลก เสริมความเป็นเมดิคอลฮับของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
เพราะการแข่งขันกำลังดุเดือดขึ้น หลังหลายประเทศหันมาลงทุนด้านการแพทย์-เวลเนส เช่น ซาอุดีอาระเบีย สิงคโปร์ มาเลเซีย ดูไบ ฯลฯ ที่หันมาจับตลาดสุขภาพระดับบนและชิงนักท่องเที่ยวด้านสุขภาพเช่นกัน ทำให้ไทยเสี่ยงที่จะพลาดโอกาสชิงเม็ดเงินในตลาดเวลเนสทั่วโลก ที่คาดว่าในอีก 5 ปี จะมีมูลค่าสูงถึง 9.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
เสนอแคนดิเดตแบบครบทีม
นายมารุต เมฆลอย นายกสมาคมการค้านักธุรกิจไทยมุสลิม (TMTA) ซึ่งมีสมาชิกกว่า 400 ราย และเป็นองค์กรตัวแทนประเทศไทยในหอการค้ามุสลิมโลก (Islamic Chamber of Commerce and Development-ICCD) กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาหลังเลือกตั้งปี 2569 อยากเห็นผู้ที่เป็นนักบริหารมืออาชีพ ซึ่งจะมีโอกาสสร้างผลงานที่ตรงจุดและจับต้องได้ ตัวอย่าง เช่น คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบัน
นอกจากนี้ ในการเลือกตั้งปี 2569 อยากให้พรรคการเมืองต่าง ๆ ปรับการนำเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นการนำเสนอแบบครบทีม ทั้งนายกรัฐมนตรี และผู้ที่จะมาดูแลกระทรวงต่าง ๆ เช่น รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง, รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ประชาชนสามารถพิจารณาและตัดสินใจได้แบบรอบด้าน
ผลักดันศูนย์อุตสาหกรรมฮาลาลไทย
ขณะเดียวกัน เนื่องจากปี 2569 คาดว่าจะยังท้าทาย รัฐบาลจึงต้องสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถเปล่งศักยภาพที่มีอยู่ออกมาได้เต็มที่ โดยหนึ่งในนโยบายที่อยากเห็น คือ นโยบายผลักดันด้านอุตสาหกรรมฮาลาล หลังไทยมีความพร้อมทั้งสินค้าที่ผ่านการรับรองฮาลาล ประมาณ 200,000 รายการ และร้านอาหารฮาลาลจำนวนมาก ที่จะช่วยตอกย้ำโพซิชั่นครัวโลกของไทยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มตำแหน่งครัวฮาลาลของโลกเข้ามาด้วย
เช่นเดียวกับการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากชาติมุสลิม ซึ่งมักเดินทางเป็นครอบครัวใหญ่ จับจ่ายสูงและพักอยู่นาน ด้วยการสร้างศูนย์อุตสาหกรรมฮาลาลไทย มาเป็นศูนย์กลางการทำงานร่วมกับภาคเอกชน โดยรวมตัวผู้เชี่ยวชาญด้านฮาลาลเพื่อให้การดำเนินงานมีเอกภาพและแนวทางชัดเจน รวมถึงเพิ่มความคล่องตัวในการติดต่อขออนุญาตต่าง ๆ ที่ปัจจุบันกระจายอยู่หลายกระทรวงมาไว้ในที่เดียว ซึ่งจะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลไทยให้เติบโตแบบก้าวกระโดด
“ก่อนโควิด-19 ไทยเคยเป็นจะจุดหมายอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยวมุสลิม เป็นรองเพียงสิงคโปร์ แต่ปัจจุบันกลับถูกหลายประเทศแซง จนตกมาอยู่อันดับ 5 ดังนั้น หากสานความร่วมมือระหว่างรัฐ-เอกชนได้ เชื่อว่าจะสามารถดึงนักท่องเที่ยวมุสลิมกลับมาได้อีกครั้งแน่นอน”