ส.อ.ท. หารือพรรคเพื่อไทย ประกาศเปลี่ยนทิศทางอุตสาหกรรมไทยสู่ AI-Green
FTI
ส.อ.ท. ถก “ดร.ยศชนัน” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมจับมือเปลี่ยนอุตสาหกรรมไทย ต้องนำเทคโนโลยี AI และต้องไม่ทิ้งเรื่อง Green รวมทั้ง ESG
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวหลังคณะผู้บริหารเพื่อไทย เข้าประชุมหารือแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเปรียบเสมือนรถที่ติดหล่ม ซึ่งต้องอาศัยพลังและมาตรการอย่างจริงจังในการฟื้นตัว สะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ไขปัญหาหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และผลักดันภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักของประเทศอีกครั้ง
สำหรับความท้าทายสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญ อาทิ มาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกา ปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิส่งออก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดน หนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจ ค่าเงินบาทแข็งค่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนปัญหาธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมผู้สูงอายุ กับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา การเมือง งบประมาณไม่สมดุล คอร์รัปชั่น และกฎหมายที่ล้าสมัย
อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์ยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่มาตรฐานสากล จำเป็นต้องใช้แนวทาง 4GO ประกอบด้วย 1) Go Digital & AI ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI 2) Go Innovation สร้างผู้ประกอบการจิ๋วแต่แจ๋วด้วยนวัตกรรม 3) Go Global พัฒนาสินค้าและบริการไทย เพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดโลก 4) Go Green ขับเคลื่อนองค์กรสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนและปรับตัวสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050
ทั้งนี้ แนวทาง 4GO อยู่ภายใต้นโยบาย ONE FTI ของ ส.อ.ท. ซึ่งมุ่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ
สำหรับเป้าหมายการพัฒนาประเทศใน 3 ด้านหลัก
1.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมุ่งยกระดับอันดับความสามารถการแข่งขันของไทยเข้าสู่ IMD Top 20
2.ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ให้ GDP ขยายตัวในระดับ 5%
3.การพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 เร็วกว่าเป้าหมายเดิม และแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยใน 8 ด้านสำคัญ ครอบคลุมการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ การพัฒนากำลังคนและผลิตภาพแรงงาน การบริหารจัดการพลังงาน การส่งเสริมการส่งออกและอุตสาหกรรมเป้าหมาย การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และพื้นที่อุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว
นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังมอบหนังสือ Reinvent Thailand ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะที่รวบรวมให้แก่ภาครัฐนำไปปรับเป็นนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง เพื่อร่วมสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยภาคเอกชนจะเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน ส่วนภาครัฐสนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว และภาคการเงินช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
“เราอยากเห็นประเทศไทยแข็งแรง ประชาชนสามารถลืมตาอ้าปากได้ ที่ผ่านมา อาจมีอุปสรรค และทำได้ไม่เป็นระบบ ส.อ.ท. ขอขอบคุณพรรคเพื่อไทยที่มารับฟังข้อเสนอแนะวันนี้ หวังว่าสิ่งที่สะท้อนกลับไป จะเป็นประโยชน์สำหรับนำไปพิจารณาเขียนเป็นนโยบายเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป เราพร้อมที่จะทำงาน ช่วยเหลือและสนับสนุน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหากมีพลังความร่วมมือ เราจะเป็น ONE TEAM, ONE THAILAND ที่แท้จริง เพื่อพลิกวิกฤตเป็นโอกาสให้กับประเทศ”
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรค ว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คือ หน่วยงานเอกชนแห่งแรกที่พรรคเพื่อไทยมาพบ เพื่อหารือและรับฟังข้อเสนอแนะและแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย
ซึ่งก่อนที่จะได้มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีนั้น ได้เคยทำงานร่วมกันกับภาคอุตสาหกรรมมาก่อนในบทบาทของมหาวิทยาลัย รวมถึงได้ศึกษาข้อมูลทุกกลุ่มอุตสาหกรรมมาล่วงหน้าแล้ว ซึ่งแนวทางของสภาอุตสาหกรรมฯ ที่นำเสนอนั้นสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกับนโยบายของพรรคเพื่อไทย
ในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ใหม่ (New Growth Engine) ให้เกิดการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ต้องนำด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี AI ทุกรูปแบบมาใช้เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมจากผลกระทบทางด้านแรงงานและสังคมสูงวัย การส่งเสริมเส้นทางคมนาคมและโลจิสติกส์ให้เต็มรูปแบบ และการอัพเกรดไปสู่การผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing) โดยรัฐบาลจะเป็นผู้ลงทุนทางด้าน License-in เพื่อจัดหาเทคโนโลยีที่เป็นแกนหลักในการพัฒนา (Core Technology) ให้แก่ภาคเอกชน
ทั้งนี้ การถ่ายทอดเทคโนโลยีต่าง ๆ จำเป็นต้องพัฒนาทักษะแรงงานไทยเพื่อรองรับเทคโนโลยี ตลอดจนการหาแรงจูงใจ (Incentive) หรือการอำนวยความสะดวก (One Stop Service) เพื่อดึงผู้เชี่ยวชาญโลกเข้ามาถ่ายทอดเทคโนโลยี ทั้งหมดนี้ต้องเกิดจากการวางรากฐานที่ดีแทนที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนเครื่องยนต์ใหม่เป็นเรื่องสำคัญมากซึ่งจะเชื่อมโยงด้านสิ่งแวดล้อมสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ SDGs (Sustainable Development Goals) และ Net Zero โดยเฉพาะการลงทุนทางด้านชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) ที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบมาสร้างให้เกิดมูลค่าและส่งต่อให้แก่ภาคเอกชน
รวมถึงการผลักดันสินค้าสีเขียวหรือ Green Premium ให้กับอุตสาหกรรมสีเขียวมีโอกาสในการแข่งขันได้มากกว่าอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้การสร้างโอกาสและสนับสนุนคนตัวเล็กอย่างผู้ประกอบการ SMEs และ Startup สามารถเชื่อมโยงกับบริษัทขนาดใหญ่ได้
“การมาประชุมหารือกับสภาอุตสาหกรรมฯ ในครั้งนี้ ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับพรรคได้อย่างมาก และหลายข้อเสนอแนวทางที่ได้รับจะยิ่งทำให้เราเข้าใจอุตสาหกรรมได้ลึกขึ้น และเชื่อว่าประเทศไทยเปลี่ยนแปลงได้แน่นอน”
