ตลาดการค้าโลกปี 2569 ฉายแววไม่ราบรื่น เต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย จากผลกระทบปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitic) และสภาพภูมิอากาศที่ผันผวนจากปัญหาโลกร้อน ที่ส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ซึ่งถือเป็นสินค้าเกษตรหลักของไทย โดยตลาดข้าวโลกในปี 2569 คาดการณ์แนวโน้มการแข่งขันจะสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคาซื้อ-ขายข้าว ตลาดผู้นำเข้าที่ยังคงทรงตัว ไม่มีสัญญาณการนำเข้าข้าวเพิ่ม
ประกอบกับได้รับแรงกดดันปริมาณผลผลิตข้าวโลกที่กระทรวงเกษตรสหรัฐ (USDA) ประเมินว่า ผลผลิตข้าวโลกปีนี้อยู่ที่ 540-560 ล้านตัน ซึ่งเป็นปริมาณใกล้เคียงปีที่ผ่านมา และยังมีนโยบายการระบายข้าวของอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีสัดส่วนส่งออกข้าวไปในตลาดโลก คิดเป็นประมาณ 40% ของการส่งออกข้าวทั่วโลก และประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวไปในตลาดโลกคิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 15-16% จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมากว่า การส่งออกข้าวไทยในปี 2569 จะเป็นอย่างไร
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแผนการส่งออกข้าว และการรักษาตลาดข้าวเดิม ขยายตลาดข้าวที่มีศักยภาพว่า กรมการค้าต่างประเทศพร้อมที่จะเดินหน้าผลักดันการส่งออกข้าวไทยในปี 2569 รวมไปถึงแผนการส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญอย่าง มันสำปะหลัง และการส่งเสริมการค้าชายแดนในปีหน้า
เป้าส่งออกปี’69 เหลือ 7 ล้านตัน
ล่าสุด กรมการค้าต่างประเทศ ร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ได้ประเมินภาพรวมตลาดข้าวโลกปี 2569 ยังแข่งขันสูงจากผลผลิตข้าวโลกที่มีปริมาณมากและการระบายสต๊อกข้าวของอินเดียที่กดดันราคาตลาด ดังนั้น จึงร่วมกันหารือและกางแผนที่จะเดินหน้ารักษาตลาดเดิมและขยายตลาดที่มีศักยภาพ พร้อมคาดปี 2569 การส่งออกข้าวไทยไว้อยู่ที่ 7 ล้านตัน
โดยการส่งออกข้าวในปี 2569 ที่ตั้งเป้าลดลงมาอยู่ที่ 7 ล้านตัน จากเดิมปี 2568 ตั้งเป้าไว้ที่ 7.5 ล้านตัน และคาดว่าการส่งออกข้าวทั้งปีน่าจะแตะ 8 ล้านตันได้ ทั้งนี้ การที่เราตั้งเป้าส่งออกข้าวไทยในปี 2569 ลดลง เป็นเพราะตลาดข้าวโลกยังมีการแข่งขันสูงจากผลผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้น การระบายสต๊อกข้าวของอินเดียที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ความต้องการนำเข้าข้าวของคู่ค้าสำคัญ เช่น อินโดนีเซีย มีแนวโน้มลดลง จากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าขนส่ง และการแข็งค่าของเงินบาท ที่ทำให้ราคาข้าวไทยแข่งขันกับคู่แข่งได้ลดลง ซึ่งได้กระทบต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมามาถึงปัจจุบัน
แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีผลบวกต่อการนำเข้าข้าว จากความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ อาจทำให้ผู้นำเข้าข้าวบางประเทศนำเข้าข้าวเพื่อเก็บเป็นสต๊อกสำรองเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร ก็อาจเป็นโอกาสสำคัญในการส่งออกข้าวเช่นกัน
แผนดันข้าวไทยไปตลาดโลก
ทั้งนี้ เพื่อให้การส่งออกข้าวไทยยังคงแข่งขันได้ กรมการค้าต่างประเทศได้ระบุแผนส่งออกข้าวไทย ประกอบด้วย 1.การผลักดันและเจรจาซื้อขายข้าวที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับรัฐบาลจีน (จีทูจี) ปริมาณ 500,000 ตัน โดยขณะนี้ได้ตกลงกันแล้ว 1 แสนตัน อยู่ระหว่างการเสนอราคา คาดว่าหลังปีใหม่จะสรุปได้ และเริ่มส่งมอบได้ทันทีหลังตกลงกันได้ และกำหนดเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2569 และส่วนที่เหลือภายในปี 2569 ซึ่งจะต้องเจรจารายละเอียดกันต่อไป
นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการติดตามการดำเนินงานภายใต้บันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าวกับรัฐบาลสิงคโปร์ ที่ได้ตกลงปริมาณซื้อขายข้าวสูงสุดไม่เกิน 100,000 ตัน ตลอดระยะเวลา 5 ปี ขณะนี้ได้ทำการบ้านแล้ว และช่วงเดือนมกราคม 2569 จะเริ่มหารือกัน
2.การเร่งขยายตลาดข้าวขาวและข้าวนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพ เช่น อิรัก ซาอุดีอาระเบีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ขยายตลาดข้าวประณีต เช่น เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐ กระชับความสัมพันธ์และสร้างความเชื่อมั่นกับคู่ค้าสำคัญ อาทิ ฮ่องกง จีน สหรัฐ และแคนาดา
3.การกระชับความสัมพันธ์และสร้างความเชื่อมั่นกับคู่ค้าสำคัญเพื่อขยายตลาดข้าวไทย อาทิ ฮ่องกง จีน สหรัฐอเมริกา และแคนาดา เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการค้าและเพิ่มโอกาสการส่งออก
4.การเดินหน้าประชาสัมพันธ์ข้าวไทยผ่านงานแสดงสินค้านานาชาติ พร้อมเชื่อมโยงผู้นำเข้า-ผู้ส่งออกข้าว โดยนำผู้ประกอบการรายย่อยเข้าร่วมเจรจาซื้อขายข้าวกับผู้นำเข้าในงาน ได้แก่ BIOFACH (เยอรมนี) 10-13 ก.พ. 2569 งาน Natural Products Expo West (สหรัฐอเมริกา) 3-6 มี.ค. 2569 งาน Thaifex-Anuga Asia (ไทย) 26-30 พ.ค. 2569 นอกจากนี้ กรมยังมีแผนประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในงานแสดงสินค้าประจำปี เช่น งาน Gulfood (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) งาน Foodex Japan (ญี่ปุ่น) งาน SIAL Canada (แคนาดา) งาน Summer Fancy Food Show (สหรัฐอเมริกา) งาน Fine Food (ออสเตรเลีย) งาน SIAL Paris (ฝรั่งเศส) งาน China-ASEAN Expo และงาน China International Import Expo (CIIE) (จีน)
5.การกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับคู่ค้าสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันการส่งออก ข้าวไทยให้เพิ่มขึ้น ได้แก่ ฮ่องกง (17-19 ม.ค. 2569) สมาพันธรัฐสวิสและเยอรมนี (ก.พ. 2569) นอกจากนี้ยังมีแผนกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าข้าวกับจีน สหรัฐ และแคนาดาด้วย
6.การส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ข้าวไทยผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นความต้องการบริโภคข้าวไทยในวงกว้าง รวมถึงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยจัดกิจกรรมรณรงค์การบริโภคข้าวไทย ร่วมกับร้านอาหาร หรือ Key Influencers ที่มีชื่อเสียง
สำหรับสถานการณ์ราคาข้าว ข้อมูลจากกรมการค้าภายในระบุ ราคาข้าวปรับตัวดีขึ้น โดยปัจจุบันราคาข้าวเปลือกขาวปรับสูงกว่า 8,000 บาทต่อตัน ขณะที่ข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ระดับ 14,700-16,100 บาทต่อตัน และบางพื้นที่แตะระดับ 18,000 บาทต่อตัน ส่วนข้าวเปลือกปทุมธานีอยู่ที่ 8,000-8,300 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้า 6,300-7,200 บาทต่อตัน และข้าวเหนียว 7,000-10,000 บาทต่อตัน โดยข้าวเปลือกหอมมะลิปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 1,000 บาทต่อตัน และข้าวเปลือกเจ้าปรับเพิ่มขึ้นสูงสุด 400 บาทต่อตัน
รุกตลาดมันสู่อาหารสัตว์
ส่วนแผนการส่งเสริมการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไทย ซึ่งเป็นสินค้าที่กรมก็ให้ความสำคัญ โดยในปี 2569 คาดว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนที่ตลาดอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ อาหารสัตว์จีนรวมไปถึงตลาดตะวันออกกลาง แต่ก็ยังมีปัจจัยที่ท้าทาย คือ ปริมาณผลผลิตที่ปรับตัวลดลง ผลกระทบจากความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และเพื่อให้การส่งออกมันสำปะหลังไทยเติบโต
กรมมีแผนไปขยายตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ทวีปอเมริกาเหนือ ฟิลิปปินส์ โดยเป้าหมายเข้าไปในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหาร กาว กระดาษ นอกจากนี้ กรมยังมีแผนจัดคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางไปจัดกิจกรรมขยายตลาดและเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไปยังตลาดที่มีศักยภาพ
ขณะที่เป้าหมายการค้าชายแดนและผ่านแดนปี 2569 กรมได้ตั้งเป้าไว้ที่ 1.9 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7% โดยมีแผนผลักดันการค้า อาทิ การประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคและส่งเสริมการค้าชายแดนและผ่านแดนที่สระแก้ว หนองคาย มุกดาหาร นครพนม ตาก เชียงราย กาญจนบุรี สงขลา และนราธิวาส การจัดโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งผู้ประกอบการแนวชายแดน ระเบียงเศรษฐกิจ 4 ภาค ที่ขอนแก่น พิษณุโลก นครศรีธรรมราช และจันทบุรี จัดมหกรรมการค้าชายแดนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ 2 ครั้ง และประชุมขับเคลื่อนความร่วมมือการค้าชายแดนและการลงทุน ภายใต้กรอบ IMT-GI, ACMECS และ GMS เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า