ใบด่างเขย่าฐานผลิตมันไทย เดิมพัน 1,800 ล้านท่อน ก่อนโรงงานย้ายประเทศ
ประเทศไทยเคยครองสถานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกมันสำปะหลังรายสำคัญของโลก แต่วันนี้อุตสาหกรรมกำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่จากการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ผลผลิตลดลง ต้นทุนเพิ่มขึ้น และเกิดภาวะขาดแคลนท่อนพันธุ์สะอาดอย่างหนัก ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเริ่มส่งสัญญาณความเสี่ยงในการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศคู่แข่ง หากไทยยังไม่สามารถฟื้นระบบการผลิตต้นพันธุ์และควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางความต้องการท่อนพันธุ์สะอาดที่พุ่งสูงถึง 1,800 ล้านท่อนในปีนี้
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชนจึงเร่งเดินหน้ามาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาว ตั้งแต่การจัดตั้ง “ธนาคารต้นพันธุ์สะอาด” การผลิตพันธุ์ต้านทานโรค การกระจายท่อนพันธุ์คุณภาพ ไปจนถึงการยกระดับระบบผลิตมันสำปะหลังทั้งห่วงโซ่ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลของประเทศ
“ธนาคารต้นพันธุ์สะอาด” ตัดวงจรโรคใบด่าง
นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือการแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนเกษตรกร ที่จังหวัดนครราชสีมา ว่า การลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคใบด่าง ซึ่งถือเป็นภารกิจเร่งด่วนของกระทรวง
กระทรวงเกษตรฯ ได้เดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อเร่งพัฒนาต้นพันธุ์สะอาด ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรจัดทำแปลงพันธุ์สะอาดตามแนวคิด “น้ำดีไล่น้ำเสีย” เพื่อสร้างระบบผลิตท่อนพันธุ์ที่ปลอดโรค และตัดวงจรการแพร่ระบาดอย่างยั่งยืน
นายสรวุฒิกล่าวว่า หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการผลักดัน “โครงการธนาคารต้นพันธุ์มันสำปะหลังปลอดโรคใบด่าง” ให้เป็นกลไกหลักในการผลิตและกระจายท่อนพันธุ์คุณภาพ โดยเน้นพันธุ์ต้านทานโรค ได้แก่ อิทธิ 1 อิทธิ 2 และอิทธิ 3 รวมถึงพันธุ์ทนทานโรค ได้แก่ เกษตรศาสตร์ 50 ห้วยบง 60 และระยอง 72 พร้อมเชื่อมโยงกับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ เพื่อยกระดับสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“เป้าหมายคือการสร้างแหล่งผลิตต้นพันธุ์สะอาดที่เพียงพอ ลดการแพร่ระบาดของโรค และเพิ่มโอกาสทางการตลาด รวมถึงยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทยในระยะยาว”
วิกฤตท่อนพันธุ์ 1,800 ล้านท่อน เขย่าฐานผลิตไทย
อีกด้านหนึ่ง ภาคอุตสาหกรรมสะท้อนความกังวลว่า ปัญหาโรคใบด่างไม่ได้กระทบเฉพาะผลผลิตของเกษตรกร แต่กำลังส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในภาพรวม
ไทยแม้ยังเป็นผู้ผลิตและส่งออกมันสำปะหลังรายสำคัญของโลก แต่ปัจจุบันโรงงานแปรรูปบางส่วนเริ่มมีแนวโน้มย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศคู่แข่ง เนื่องจากผลผลิตได้รับผลกระทบจากโรคใบด่าง และไทยยังขาดแคลนท่อนพันธุ์สะอาดที่มีคุณภาพ
“เรื่องมันสำปะหลังน่าห่วง ตอนนี้เราเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่โรงงานเริ่มย้ายไปประเทศอื่น โรคใบด่างเป็นสาเหตุหนึ่ง เพราะเราขาดท่อนพันธุ์สะอาดและมีคุณภาพ ความต้องการปีนี้ประมาณ 1,800 ล้านท่อน แต่ยังหาไม่ได้”
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า ปัญหาหลักไม่ได้อยู่เพียงการควบคุมโรค แต่คือการขาดแหล่งผลิตท่อนพันธุ์สะอาดในปริมาณที่เพียงพอ ส่งผลให้เกษตรกรยังต้องใช้พันธุ์ที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรค และทำให้การฟื้นฟูผลผลิตเป็นไปอย่างล่าช้า
จึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลเร่งสนับสนุนงบประมาณและกลไกการผลิตท่อนพันธุ์ต้านทานหรือทนทานโรคในระดับประเทศ เนื่องจากงบประมาณที่ใช้ในปัจจุบันยังไม่สอดคล้องกับขนาดของปัญหา
มองมันสำปะหลังเป็น “พืชพลังงาน” ดันงบเร่งด่วน
ภาคอุตสาหกรรมยังเสนอให้รัฐบาลมองมันสำปะหลังในมิติที่กว้างกว่าพืชเศรษฐกิจ โดยเชื่อมโยงกับการเป็นวัตถุดิบด้านพลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด
“ถ้ามองว่ามันสำปะหลังเป็นพืชพลังงาน พลังงานทดแทน และพลังงานสะอาด เรื่องท่อนพันธุ์ต้านทานที่ยังไม่เพียงพอถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วน ควรทำเป็นโครงการที่สามารถใช้เงินกู้ หรือเป็นงบฉุกเฉินได้”
นอกจากปัญหาโรคใบด่างแล้ว ยังมีข้อเสนอให้แก้ไขปัญหาภัยแล้งควบคู่กัน เพราะความแห้งแล้งทำให้ต้นมันสำปะหลังอ่อนแอและเสี่ยงต่อการติดโรคมากขึ้น จึงเสนอให้สนับสนุนระบบสูบน้ำด้วยโซลาร์เซลล์ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของต้นพันธุ์และลดความเสี่ยงการเกิดโรคในระยะยาว
ขณะเดียวกัน กรมวิชาการเกษตรถูกมองว่าจะมีบทบาทสำคัญ หากมีการเดินหน้าจัดหาหรือขยายแหล่งท่อนพันธุ์สะอาดเพิ่มเติม รวมถึงการพิจารณาการนำเข้าหรืออนุญาตนำเข้าพันธุ์พืชตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง
พาณิชย์เร่งกระจายพันธุ์ดี 5 ล้านลำ
นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อติดตามโครงการสนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดี ว่า กรมการค้าภายในได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย และมูลนิธิกองทุนมันสำปะหลัง เพื่อผลิตและกระจายท่อนพันธุ์ต้านทานและทนทานโรคใบด่างให้เพียงพอต่อความต้องการ
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายกระจายท่อนพันธุ์รวม 5 ล้านลำ แบ่งเป็นพันธุ์ต้านทาน 4 ล้านลำ และพันธุ์ทนทาน 1 ล้านลำ โดยปัจจุบันกระจายแล้ว 2.524 ล้านลำ แบ่งเป็นผ่านมูลนิธิกองทุนมันสำปะหลัง 2.30 ล้านลำ และกรมวิชาการเกษตร 224,000 ลำ
“โรคไวรัสใบด่างยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อผลผลิต หากเกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์ที่ไม่สะอาดหรือไม่ทนทานต่อโรค จะกระทบต่อผลผลิต เปอร์เซ็นต์แป้ง รายได้เกษตรกร อุตสาหกรรมมันสำปะหลัง และมูลค่าการส่งออกของประเทศ”
ผลการติดตามแปลงปลูกพบว่า พันธุ์ต้านทานอย่างอิทธิ 1 และอิทธิ 3 มีการเจริญเติบโตดีและยังไม่พบการติดโรคใบด่าง ขณะที่เกษตรกรที่มีการจัดการน้ำและปุ๋ยอย่างเหมาะสม คาดว่าจะให้ผลผลิตเฉลี่ย 7-8 ตันต่อไร่ สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป
เร่งสร้างพันธุ์สะอาด ก่อนเสียความได้เปรียบ
นายบรมัตถ์พงษ์ พลเยี่ยม พาณิชย์จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า การสนับสนุนท่อนพันธุ์สะอาดถือเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นของเกษตรกร ลดความเสียหายจากโรค และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ในระยะยาว
ด้านนายรังสี ไผ่สอาด นายกสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ระบุว่า การสนับสนุนท่อนพันธุ์ต้านทานและทนทานโรค โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรงอย่างอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี จะช่วยให้เกษตรกรมีแหล่งพันธุ์สะอาดสำหรับขยายปลูกในฤดูกาลต่อไป และลดการใช้พันธุ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน
กรมการค้าภายในยืนยันว่าจะติดตามผลการเพาะปลูก การกระจาย และคุณภาพของท่อนพันธุ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โครงการช่วยเหลือเกษตรกรได้ตรงจุด พร้อมขอความร่วมมือเกษตรกรเลือกใช้ท่อนพันธุ์จากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ หรืออยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ทั้งด้านผลผลิตต่อไร่และเปอร์เซ็นต์แป้ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยในระยะยาว
เมื่อพิจารณาจากทั้งมาตรการของกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ จะเห็นว่าหัวใจของการฟื้นอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไม่ได้อยู่เพียงการควบคุมโรคใบด่าง แต่คือการสร้างระบบผลิตท่อนพันธุ์สะอาดให้เพียงพอทั้งประเทศ หากสามารถเร่งขยายแหล่งพันธุ์คุณภาพ รองรับความต้องการที่สูงถึง 1,800 ล้านท่อน ควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำและยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ก็จะช่วยรักษาฐานการผลิตของไทย ลดความเสี่ยงการย้ายฐานของโรงงานแปรรูป และสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน






