TDRI เตือนไทยเสี่ยงเสียแชมป์ส่งออกมัน
TDRI ชี้อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ จากปัญหาโรคใบด่างซ้ำซาก 7-8 ปี ส่งผลให้ผลผลิตตกต่ำ เสี่ยงสูญเสียแชมป์ผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก ขณะที่เวียดนามพัฒนาพรวดกลายเป็นคู่แข่งสำคัญ เสนอเร่งแก้ปัญหาด่วน ปรับโครงสร้างรับซื้อมัน หันเน้นคุณภาพเปอร์เซ็นต์แป้ง พร้อมเปิดนำเข้าจากเพื่อนบ้าน มาเน้นแปรรูปเพิ่มมูลค่าแทน

ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวรายงานผลการศึกษา “โครงการศึกษาการปรับโครงสร้างภาคการส่งออกเพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยตลาดโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืน (ระยะที่ 2) อุตสาหกรรมมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์” ว่า เศรษฐกิจไทยเติบโตชะลอลงต่อเนื่อง สะท้อนว่ารูปแบบการเติบโตที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูปขั้นต้นเป็นหลัก เริ่มไม่สามารถสร้างการเติบโตในระดับสูงได้เหมือนในอดีต แม้ภาคเกษตรมีสัดส่วน GDP เหลือเพียง 8-9% แต่ไทยยังคงพึ่งพาการส่งออกสินค้าเกษตรจำนวนมาก ขณะที่สินค้าเกษตรหลายชนิดมีแนวโน้มราคาที่แท้จริงลดลงเมื่อหักเงินเฟ้อ ส่งผลให้ผลตอบแทนและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศลดลงตามไปด้วย ดังนั้น การยกระดับสินค้าเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มจึงเป็นโจทย์สำคัญของประเทศ
สำหรับการศึกษาครั้งนี้ได้คัดเลือกจากสินค้าเกษตร 12 กลุ่ม เหลือ 2 กลุ่มสำคัญ หนึ่งในนั้นคือ “มันสำปะหลัง” ซึ่งจุดแข็งของไทย คือ การเป็นผู้ส่งออกสินค้าต้นน้ำและสินค้ากลางน้ำของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังอันดับหนึ่งของโลกมาเป็นเวลานาน อีกทั้งยังสามารถพัฒนาจากการส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ด ไปสู่การผลิตแป้งมัน แป้งดัดแปร รวมถึงต่อยอดสู่อุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์ กระดาษ เคมีภัณฑ์ เอทานอล และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าวัตถุดิบขั้นต้น ขณะที่จุดอ่อนสำคัญคือ ผลผลิตมันสำปะหลังของไทยลดลงต่อเนื่อง จากการระบาดของโรคใบด่างติดต่อกันนาน 7-8 ปี ประกอบกับภัยแล้ง ส่งผลให้ปัจจุบันเริ่มเกิดภาวะวัตถุดิบไม่เพียงพอรองรับอุตสาหกรรมที่พัฒนาไปมากแล้ว
“เราประสบความสำเร็จในการยกระดับจากผู้ส่งออกสินค้าต้นน้ำมาเป็นผู้ส่งออกสินค้ากลางน้ำระดับโลก แต่ระหว่างนี้ประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะเวียดนามก็พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ไทยมีปัญหาโรคระบาดจนผลผลิตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน”
ทั้งนี้ ข้อมูลการศึกษาพบว่า ผลผลิตมันสำปะหลังของไทยลดลงเหลือประมาณ 28 ล้านตันในปี 2567 และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ผลผลิตต่อไร่ก็ลดลงตามผลกระทบจากโรคระบาด ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบของอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น และกระทบความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก อีกประเด็นสำคัญคือ กลไกการรับซื้อมันสำปะหลังของไทยยังให้ความสำคัญกับเปอร์เซ็นต์แป้งค่อนข้างน้อย ต่างจากเวียดนามที่รับซื้อโดยอิงเปอร์เซ็นต์แป้งเป็นหลัก ทำให้เกษตรกรเวียดนามมีแรงจูงใจปลูกพันธุ์ที่ให้แป้งสูงมากกว่าเกษตรกรไทย ส่งผลต่อประสิทธิภาพการแข่งขันในระยะยาว ซึ่งหากสถานการณ์ผลผลิตของไทยไม่เปลี่ยนแปลงมีโอกาสสูงที่ไทยจะสูญเสียตลาดให้เวียดนาม แม้ว่าคุณภาพสินค้าของไทยยังอยู่ในระดับที่ดีกว่า แต่ข้อได้เปรียบด้านต้นทุนและปริมาณวัตถุดิบของคู่แข่งกำลังเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ที่อยู่ใกล้ตลาดจีนมากกว่าไทย
สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วน TDRI เสนอให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาโรคใบด่าง โดยจัดสรรงบประมาณเพื่อขยายและกระจายพันธุ์ต้านทานโรค รวมถึงลงทุนวิจัยและพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตสูงและต้านทานโรคได้ดี เพื่อฟื้นศักยภาพการผลิตของประเทศในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปรับโครงสร้างราคารับซื้อหัวมันสำปะหลังให้สะท้อนคุณภาพและเปอร์เซ็นต์แป้งมากขึ้น เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพผลผลิต รวมถึงพิจารณาเปิดนโยบายนำเข้าวัตถุดิบมันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านภายใต้มาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศ ในด้านการสร้างมูลค่าเพิ่ม ไทยควรเดินหน้าวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ปลายน้ำที่มีศักยภาพ เช่น แป้งดัดแปร สารให้ความหวาน สารเคมีชีวภาพ และพลาสติกชีวภาพ
แม้ว่าปัจจุบันข้อจำกัดด้านวัตถุดิบจะยังเป็นอุปสรรคสำคัญ แต่ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโตในอนาคต หากสามารถเพิ่มผลผลิตวัตถุดิบได้เพียงพอ ยกตัวอย่างบริษัทต่างประเทศที่เลือกกระจายแหล่งวัตถุดิบไปลงทุนในหลายประเทศ แทนการผลิตวัตถุดิบเอง ก่อนนำเข้าสู่ประเทศเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง สะท้อนแนวโน้มของอุตสาหกรรมโลกที่ให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มมากกว่าการแข่งขันด้านวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ดี การผลักดันอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยในระยะต่อไป จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ทั้งการแก้ปัญหาต้นน้ำ การยกระดับอุตสาหกรรมกลางน้ำ และการสร้างผลิตภัณฑ์ปลายน้ำใหม่ ๆ เพื่อให้ไทยก้าวข้ามการพึ่งพาการส่งออกสินค้าเกษตรขั้นต้น และเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน