3.5แสนล้านหายไป บุหรี่เถื่อนอาเซียน-โจทย์ยาสูบที่ต้องตัดสินใจ
หากถามว่าเงินภาษีมีความหมายกับชีวิตประจำวันของเรามากแค่ไหน คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขในเอกสารงบประมาณ แต่อยู่ที่สภาพโรงพยาบาลของรัฐที่แออัด ห้องเรียนที่ขาดแคลนครู หรือโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่ยังไม่พร้อมรับมือกับภัยพิบัติจากหายนะภัยสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
สำนักข่าว New Straits Times ของประเทศมาเลเซียรายงานอ้างอิงงานวิจัยฉบับใหม่ของ Center for Market Education (CME) เตือนว่า ใน 3 ปีข้างหน้า รัฐบาลของประเทศในภูมิภาคอาเซียนมีแนวโน้มจะสูญเสียรายได้จากภาษียาสูบมากกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 350,000 ล้านบาท จากการค้ายาสูบผิดกฎหมาย ตัวเลขนี้อาจฟังดูไกลตัว แต่เมื่อแปลงเป็นงบด้านสาธารณสุข การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร การศึกษา หรือโครงการรับมือกับวิกฤติโลกร้อน นี่คือ “โอกาส” ที่หายไปอย่างเงียบๆ
ตลาดมืดโตเร็วกว่าเศรษฐกิจ: ภาพใหญ่ของบุหรี่เถื่อนอาเซียน
ในภาพรวม การค้ายาสูบผิดกฎหมายในภูมิภาคอาเซียนฝังรากลึกมาช้านาน และกำลังทวีความรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น งานวิจัยของ CME ซึ่งศึกษาข้อมูลของ 7 ประเทศสมาชิกอาเซียน พบว่ารัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียนสูญเสียรายได้จากภาษียาสูบเฉลี่ยปีละ 3,690 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 110,000 ล้านบาท) หรือเกือบ 8% ของงบประมาณด้านสาธารณสุขรวมทั้งภูมิภาค
น่าสนใจว่า ความสูญเสียนี้ไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียมกัน โดยในบางประเทศแม้จะมีสัดส่วนบุหรี่เถื่อนไม่สูงนัก แต่ด้วยขนาดตลาดที่ใหญ่ ทำให้ความเสียหายเชิงมูลค่าสูงมาก เช่น อินโดนีเซีย ในขณะที่ในบางประเทศ อาทิ มาเลเซียกลับเผชิญกรณีสุดโต่ง เมื่อบุหรี่เถื่อนครองสัดส่วนการตลาดมากกว่าครึ่งหนึ่
รายงานของ CME ชี้ชัดว่า ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่อง “การลักลอบค้าหนีภาษี” เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทุนเทา บ่อนทำลายความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของภาครัฐ ซึ่งสุดท้ายแล้วส่งผลต่อประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนในระยะยาวอย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งรายงานฉบับนี้ได้เปิดเผยตัวเลขบุหรี่เถื่อนของประเทศไทยไว้ด้วย

มองไทยผ่านอาเซียนเลนส์: แนวโน้มปัญหาบุหรี่เถื่อนดีขึ้นแต่หนึ่งในสี่ยังอยู่นอกระบบ
หันกลับมามองประเทศไทย ภาพที่สะท้อนออกมาไม่อาจมองข้ามได้ ข้อมูลการสำรวจซองบุหรี่เปล่าของอุตสาหกรรมยาสูบ (Empty Packs Survey) ระบุว่า อัตราการบริโภคบุหรี่ผิดกฎหมายของไทยในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 อยู่ที่ 24.9% ของการบริโภคทั้งหมด หรือเกือบหนึ่งในสี่ของตลาด
แม้ตัวเลขดังกล่าวจะลดลงจากไตรมาสที่ 1 ซึ่งอยู่ที่ 28.1% อันสะท้อนความพยายามในการปราบปรามบุหรี่เถื่อนอย่างจริงจังของภาครัฐ แต่ระดับนี้ยังถือว่าสูงมากในเชิงนโยบาย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าบุหรี่จำนวนมากยังอยู่นอกระบบภาษีและการกำกับดูแลของรัฐ
ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่รายได้ภาษีที่หายไป หากแต่ลุกลามไปถึงประสิทธิผลของนโยบายควบคุมยาสูบ การคุ้มครองผู้บริโภค ความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐ และความเป็นธรรมของการค้ายาสูบ ผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมายต้องแบกรับต้นทุนสูงเพิ่มขึ้นและหดตัวลงทุกปี ในขณะที่ตลาดมืดกลับเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ระดับการบริโภคบุหรี่เถื่อนเกือบหนึ่งในสี่ยังสะท้อนช่องโหว่เชิงโครงสร้าง ทั้งด้านการจัดเก็บภาษี การควบคุมชายแดน ธรรมาภิบาลของรัฐ และการออกแบบนโยบายแบบองค์รวม กล่าวได้ว่า ประเทศไทย “ทำดีขึ้น” แต่ยัง “ทำได้ดีกว่านี้อีกมาก” หากต้องการทวงคืนรายได้รัฐ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพของนโยบายควบคุมยาสูบ
เก็บภาษีบุหรี่สองอัตรา กับผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง
โครงสร้างภาษียาสูบแบบสองอัตราอ้างอิงราคาขายปลีก ซึ่งประเทศไทยเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2560 ถูกออกแบบขึ้นบนเจตนาที่ดี คือ ลดการบริโภค เพิ่มรายได้รัฐ และคุ้มครองผู้ผลิตในประเทศ โดยใช้การคำนวณภาษีตาม “มูลค่า” ควบคู่กับ “ปริมาณ” เพื่อให้บุหรี่มีราคาแพงตามสัดส่วน
อย่างไรก็ตาม ในทางเศรษฐศาสตร์ นโยบายภาษีที่จัดเก็บซับซ้อนและกำหนดอัตราภาษีที่สูงเกินกว่ากำลังของผู้บริโภค มักก่อให้เกิดพฤติกรรมหลบเลี่ยงมากกว่าการเลิกบริโภคจริง สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจึงไม่ใช่จำนวนผู้สูบหรือขนาดของตลาดที่ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ หากแต่เป็นการ “ไหลออก” หรือ “ย้ายตลาด” จากตลาดบุหรี่เสียภาษีถูกกฎหมายไปสู่ตลาดมืด ได้แก่ บุหรี่เถื่อนและบุหรี่ปลอมที่อยู่นอกระบบกำกับดูแลของรัฐ
เมื่อราคาบุหรี่ที่เสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วยปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ช่องว่างระหว่างราคาสินค้าในระบบกับนอกระบบจึงถ่างกว้าง สร้างแรงจูงใจให้เครือข่ายทุนเทาผู้ค้าผิดกฎหมายให้ขยายการค้า ขณะที่รัฐกลับเผชิญผลลัพธ์สวนทาง คือ การหดตัวของตลาดสินค้าถูกกฎหมาย จัดเก็บภาษีได้ลดลง และการพลาดเป้าหมายด้านนโยบายสาธารณสุข
ภาษีบุหรี่สองอัตราจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือจัดเก็บรายได้ของรัฐหรือการดำเนินนโยบายด้านสาธารณสุข แต่กลายเป็น “ตัวแปรผลักให้ต้นทุนสูงขึ้นจนเกินจุดดุลยภาพ” ที่บิดเบือนโครงสร้างตลาดและเปลี่ยนพฤติกรรมผู้สูบโดยไม่ตั้งใจ

ภาษีบุหรี่อัตราเดียว: ทางเลือกเชิงนโยบายที่ดีกว่า
ท่ามกลางข้อจำกัดของภาษีบุหรี่สองอัตรา แนวคิดเรื่อง ภาษีบุหรี่อัตราเดียว ควบคู่กับการป้องกันและปราบปรามแบบจริงจังจึงถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงมากขึ้น ถึงการออกแบบนโยบายภาษีให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของตลาดและพฤติกรรมผู้สูบ
หลักคิดสำคัญคือ โครงสร้างภาษีที่เรียบง่าย โปร่งใส พอดี และคาดการณ์ได้ ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ช่วยลดแรงจูงใจและกำไรจากการค้าบุหรี่เถื่อน สร้างความยำเกรงกฎหมายช่วยดึงของหนีภาษีเข้าระบบ สร้างเสถียรภาพทางรายได้ของรัฐควบคู่ไปกับความสามารถในการกำกับดูแลบุหรี่ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
สำหรับภาครัฐ ภาษีบุหรี่อัตราเดียวช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการจัดเก็บรายได้ ลดต้นทุนการบังคับใช้ และเสริมความน่าเชื่อถือของระบบภาษี สำหรับตลาด โครงสร้างภาษีที่ส่งผลให้ราคาถีบตัวสูงจนเกินกำลังซื้อของผู้บริโภคช่วยให้ไม่เกิดการบิดเบือนของตลาด หรือการไหลบ่าของของหนีภาษีเนื่องจากช่องว่างระหว่างราคาของบุหรี่ที่เสียภาษีกับตลาดมืดแคบลง ขณะที่ในมิติสุขภาพ การควบคุมผ่านราคาและกฎหมายย่อมมีประสิทธิผลมากกว่าเมื่อการบริโภคอยู่ในระบบสามารถกำกับดูแล
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ภาษีบุหรี่อัตราเดียวไม่ใช่ “ทางลัด” แต่เป็น “ทางเลือกเชิงโครงสร้าง” ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายรายได้รัฐและเป้าหมายด้านสาธารณสุขในระยะยาว
ทางออกปัญหาบุหรี่เถื่อนเพื่อคนทั้งประเทศ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า รัฐควรขึ้นภาษีมากแค่ไหน แต่เป็นควรออกแบบภาษีอย่างไรให้สามารถจัดเก็บได้จริงเต็มเม็ดเต็มหน่วย ในสภาพการณ์ที่พรมแดนเปิดกว้างยากแก่การควบคุม รวมถึงทุนเทาและเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
ท้ายที่สุด ปัญหาบุหรี่เถื่อนไม่ใช่เรื่องของผู้สูบบุหรี่เพียงกลุ่มเดียว แต่เป็นเรื่องของรายได้รัฐ งบประมาณที่นำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของประชากร การศึกษา บริการสาธารณะ และการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
หากประเทศไทยสามารถปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้สมดุล รวมถึงพิจารณาภาษียาเส้นตามหลักการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตที่ดี ควบคู่กับการป้องกันและปราบปรามกิจกรรมผิดกฎหมายอย่างจริงจังผ่านการประสานความร่วมมือในระดับภูมิภาคอาเซียนและประเทศต้นทาง เราอาจไม่เพียงลดสัดส่วนบุหรี่เถื่อนในตลาดได้เท่านั้น แต่ยังสามารถนำกลับรายได้ภาษีที่หายไป เพื่อนำกลับมาลงทุนเพื่อความมั่นคงทางด้านสาธาณสุขและสังคมในระยะยาว
การหยุดการรั่วไหลของเงินภาษี คือโอกาสที่กลับคืนมา และนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของทางออกจากปัญหาบุหรี่ของไทยอย่างแท้จริง
