แสงชัย แนะต่อยอด ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ สู่กลไกสร้าง SMEs ไทยโตยั่งยืน
เรื่อง : พฤฒินันท์ สุดประเสริฐ
โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” โครงการจากรัฐบาลที่ต้องการช่วยพยุงค่าครองชีพประชาชน ซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา และกำลังจะเริ่มต้นใช้สิทธิในวันที่ 1 มิถุนายนที่จะถึงนี้
โดยวิจัยกรุงศรี คาดการณ์ว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัส ช่วยกระตุ้นการบริโภค ตั้งแต่ปลายไตรมาส 2 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 3 ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน คาดว่าประชาชนมีแนวโน้มที่จะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้โตต่ำ และภาระหนี้สูง ตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) จึงอาจน้อยกว่ามาตรการรอบก่อน
“ในกรณีฐานคาดว่ามาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะเพิ่ม GDP ได้ราว 0.2-0.5% อย่างไรก็ดีมาตรการดังกล่าวอาจกระตุ้นการบริโภคล่วงหน้าและลดทอนการใช้จ่ายหลังมาตรการสิ้นสุดลง (Payback Effect) จึงอาจส่งผลต่อ GDP ในระยะต่อไปได้”
อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจ คือ กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในผู้ที่จะได้ประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว จะได้ประโยชน์อย่างไร และมีจุดไหนที่ควรได้รับการต่อยอดเพื่อให้เกิดความยั่งยืน
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย แลกเปลี่ยนความเห็นกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่เพิ่งเปิดลงทะเบียนเมื่อไม่กี่วันมานี้ โดยมองว่า สัดส่วนการสนับสนุนของรัฐต่อประชาชนที่เพิ่มขึ้นเป็น 60:40 (รัฐจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40%) ถือเป็นมาตรการที่ดีในการช่วยลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มกำลังซื้อให้ภาคประชาชน ซึ่งจะส่งผลดีต่อยอดขายของผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) และคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 2 ถึง 3 ให้กลับมาคึกคักได้
อย่างไรก็ตาม โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ไม่ควรเป็นเพียงมาตรการช่วยเหลือระยะสั้น แต่ควรถูกออกแบบให้เป็นเสมือน “จุดเริ่มต้น” (Starter) เพื่อต่อยอดและสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการรายย่อยอย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องรอพึ่งพามาตรการรัฐ

8 แนวทาง ต่อยอด SMEs ไทย โตยั่งยืน
ขณะเดียวกัน นายแสงชัย ยังได้เสนอข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ เพื่อเปลี่ยนเม็ดเงินช่วยเหลือระยะสั้นของรัฐ ให้กลายเป็นกลไกที่สร้างความยั่งยืนแก่ SMEs ไทยในระยะยาว ผ่านแนวทาง 8 ข้อ คือ
1. การเพิ่มรายได้ด้วยข้อมูล (Data-Driven) เชื่อมโยงให้ผู้ประกอบการรายย่อย สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลตลาด ข้อมูลจากภาครัฐ เพื่อนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค สร้างแบรนด์ รักษาฐานลูกค้าเดิม และแสวงหาลูกค้าใหม่ได้อย่างตรงจุด
2. การลดต้นทุนด้านพลังงาน สร้างแรงจูงใจในการประหยัดพลังงานผ่านกลไก “เครดิตพลังงาน” (SMEs Energy Consumption Credit) หาก SMEs สามารถลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าได้ จะได้รับแต้มสะสมคล้าย ‘คาร์บอนเครดิต’ เพื่อนำไปแลกรับสิทธิประโยชน์หรือส่วนลดต้นทุนอื่น ๆ
พร้อมทั้งเสนอให้รัฐจัดหาที่ปรึกษาด้านพลังงานสะอาด (Clean Energy Transformation) เพื่อให้คำแนะนำเรื่องการใช้งาน-การเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้า หรือการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ได้มาตรฐาน
3. การยกระดับทักษะด้วย “Up-skill Wallet” มอบกระเป๋าเงินดิจิทัลให้แก่แรงงานและผู้ประกอบการ เพื่อนำไปใช้เป็นทุนในการอบรมพัฒนาทักษะ (Up-skill/Re-skill) ร่วมกับหน่วยงานของรัฐหรือภาคเอกชน
4. การพัฒนาสินค้าท้องถิ่นสู่มาตรฐานสากล ใช้กลไกของโครงการเป็นช่องทาง (Single Window) สนับสนุนให้สินค้าท้องถิ่นได้รับการรับรองมาตรฐานต่าง ๆ เช่น อย., ฮาลาล, มาตรฐานชุมชน (มพช.) และมาตรฐานความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มโอกาสและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันกับตลาดสากล
5. การปลูกฝัง DNA ด้าน AI และป้องกันภัยไซเบอร์ ดึง Software House หรือ Startup เข้ามาช่วยวิเคราะห์ฐานข้อมูลและจัดทำระบบ Dashboard เพื่อให้ SMEs สามารถนำเทคโนโลยี AI มาใช้ต่อยอดทำการตลาด ส่งโปรโมชัน และเข้าถึงลูกค้าได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความรู้ด้าน Cyber Security เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ
6. เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนในระบบ ดึง SMEs เข้าสู่ระบบและจัดทำ Credit Scoring เพื่อเพิ่มแต้มต่อในการเข้าถึงแหล่งทุนที่อยู่ในระบบสถาบันการเงิน
ตัวอย่างที่แสงชัย นำเสนอ คือ การเสนอให้รัฐออกสินเชื่อที่เป็นลักษณะเครดิตหมุนเวียน (Credit Term) ระยะเวลา 45 วัน ใช้หลักการประเมินวงเงินจาก “รายจ่ายหรือต้นทุน” แทนการประเมินจากรายได้ และกำหนดการใช้จ่ายผ่านสินเชื่อดังกล่าวได้เฉพาะวัตถุดิบหรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเท่านั้น ห้ามนำไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรือสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้อง โดยผู้เข้าร่วมจะต้องผ่านการอบรมและรับการประเมินวินัยทางการเงินด้วย
แสงชัย มองว่า แนวทางนี้จะช่วยต่อลมหายใจเรื่องเงินทุนหมุนเวียน ซึ่ง SMEs รายย่อยจำนวนมาก มักประสบปัญหาเรื่องดังกล่าว และปกป้องผู้ประกอบการจากหนี้นอกระบบที่ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่สูงมากกว่าระบบสถาบันการเงิน
7. การสร้างเครือข่ายนิเวศธุรกิจ (Value Supply Chain) ส่งเสริมให้ SMEs รายย่อยที่เข้าร่วมโครงการ สามารถเลือกซื้อวัตถุดิบต้นทุนต่ำจากกลุ่มผู้ผลิตที่เป็น SMEs คนไทยด้วยกันเอง (Made in SMEs) เพื่อลดต้นทุนการผลิตและช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เป็นซัพพลายเออร์เติบโตไปพร้อมกัน
8. การใช้หลัก 4 ป. (ปลดล็อค ปกป้อง ป้องกัน ปราบปราม) สกัดกั้นกลุ่มทุนเทา-ธุรกิจผิดกฎหมาย ไม่ให้เข้ามาใช้ธุรกิจไทย โดยเฉพาะร้านขายของชำและร้านอาหาร ซึ่งปัจจุบันมีรวมกันกว่า 1 ล้านราย เป็น “นอมินี” ในการฟอกเงินผ่านโครงการของรัฐ พร้อมกับเพิ่มโอกาสให้ SMEs ท้องถิ่นเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (SMEs GP) ได้มากขึ้น
นายแสงชัย มองว่า แนวทางทั้ง 8 ข้อนี้ต้องอาศัยแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจน และสามารถดำเนินงานควบคู่ไปกับงบประมาณปี 2569 ที่มีอยู่แล้วได้ โดยหลาย ๆ เรื่องแทบจะไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมเลย และหากขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถลืมตาอ้าปากและยืนระยะรอดพ้นวิกฤตได้ด้วยตนเอง
นอกจากนี้ การดึงธุรกิจเข้ามาอยู่ในระบบฐานข้อมูล ยังช่วยลดความเสี่ยงหนี้เสีย และในอนาคตภาครัฐก็จะสามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการเติบโตของธุรกิจเหล่านี้ได้มากขึ้นอีกด้วย