PDP ใหม่จ่อคลอด ส.ค.-ก.ย.นี้ เพิ่มพลังงานสะอาด-ค่าไฟไม่เกิน 4 บาท
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท
สนพ. คาดแผน PDP ฉบับใหม่ได้ข้อสรุป ส.ค.-ก.ย. 2569 ตั้งเป้าเพิ่มพลังงานสะอาดไม่ต่ำกว่า 60-70% ในปี 2593 พร้อมถกบทบาท SMR ไฟฟ้านำเข้า และ Direct PPA ควบคู่กรอบค่าไฟไม่เกิน 4 บาทต่อหน่วย ด้านเอกชนสะท้อนปัญหา แผน PDP เดิมคาดการณ์ใช้ไฟสูงเกินจริง ทำสำรองไฟฟ้าพุ่ง กระทบ RE โตจำกัด วาง PDP ใหม่ให้ยืดหยุ่น ทบทวนทุก 1-2 ปี วาง SMR เกิดในไทยอีก 10 ปี เพิ่มจาก 600 เป็น 1,200 เมกะวัตต์
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2569 หลังคณะอนุกรรมการจัดทำแผนยังอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดด้านกำลังผลิตไฟฟ้า (Supply) และการรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า หลังจากนั้นจะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อนประกาศใช้อย่างเป็นทางการที่จะต้องเสร็จภายในปี 2569 โดยเป้าหมายสำคัญของแผนใหม่ คือ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้มากกว่า 51% ของระบบไฟฟ้าทั้งประเทศ และมีแนวโน้มอยู่ในระดับไม่น้อยกว่า 60% ภายในปี 2593 ขณะที่ตัวเลข 70% ยังเป็นประเด็นที่อยู่ระหว่างหารือ เนื่องจากต้องคำนึงถึงบทบาทของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) และแหล่งพลังงานสะอาดประเภทอื่นควบคู่กันไป
ขณะที่สัดส่วนพลังงานสะอาด ไม่ได้หมายถึงพลังงานหมุนเวียน (RE) เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว และ SMR ด้วย โดยยังไม่มีข้อสรุปสุดท้ายเกี่ยวกับสัดส่วนที่เหมาะสม สำหรับกำลังผลิตใหม่ในอนาคต อาจไม่ได้มาจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด แต่รวมถึงการต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าเดิม มาตรการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand Response) และการเปิดทางให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรงผ่านระบบ Direct PPA เพื่อลดภาระการลงทุนของภาครัฐ ขณะเดียวกันแผน PDP ใหม่ยังคงยึดหลักรักษาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยไม่ให้เกิน 4 บาทต่อหน่วยตลอดอายุแผน พร้อมรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยราว 2-2.5% ต่อปี
“ส่วน SMR ถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญของระบบไฟฟ้าไทยในช่วง 10 ปีข้างหน้า เบื้องต้นมีการหารือกำลังผลิตในช่วง 2,000-4,000 เมกะวัตต์ ส่วนรูปแบบการลงทุนและการเปิดให้เอกชนเข้าร่วมยังคงต้องรอการกำหนดนโยบายภายหลังแผน PDP แล้วเสร็จ”
นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของแผนเดิมเกิดจากการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าในระยะยาวที่สูงเกินจริง ทำให้มีการจัดสรรโควตากำลังผลิตไฟฟ้าล่วงหน้าไว้จำนวนมาก ขณะที่หลายโครงการได้รับการอนุมัติและลงนามสัญญาไปแล้ว ส่งผลให้ระบบมีข้อจำกัดในการรองรับโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม แม้ปัจจุบันประเทศจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
สำหรับแผน PDP ฉบับใหม่ แนวคิดสำคัญคือ การปรับรูปแบบการวางแผนให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยช่วง 5 ปีแรกจนถึงปี 2573 จะกำหนดทิศทางการลงทุนที่ชัดเจน ส่วนช่วงหลังจากนั้นจนถึงปี 2593 จะจัดทำหลายสมมติฐาน ทั้งกรณี Best Case กรณีดีที่สุด Base Case และกรณีเลวร้ายที่สุด Worst Case พร้อมเปิดช่องให้มีการทบทวนทุก 1-2 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีพลังงาน เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนมีระยะเวลาก่อสร้างสั้นกว่าในอดีตมาก โดยโรงไฟฟ้าโซลาร์และพลังงานลมสามารถพัฒนาและจ่ายไฟเข้าระบบได้ภายใน 1-3 ปี แตกต่างจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในอดีตที่ใช้เวลาก่อสร้าง 5-7 ปี ขณะที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ได้รับอนุมัติในช่วงปี 2564-2565 และทยอยเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะยังคงอยู่ในระบบไปจนถึงใกล้ปี 2593 ทำให้ความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซแห่งใหม่ลดลง
“หัวใจของ PDP ใหม่จึงไม่ใช่การเพิ่มโรงไฟฟ้าก๊าซ แต่เป็นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน เพื่อทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ยังครองสัดส่วนหลักของระบบไฟฟ้าไทย เบื้องต้นมีการหารือกันว่าภายในปี 2593 สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้าไทยควรมีไม่ต่ำกว่า 70% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย”
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพลังงานหมุนเวียนของไทยยังมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจริงเพียงประมาณ 10% และหากรวมไฟฟ้าพลังน้ำที่นำเข้าจาก สปป.ลาว จะเพิ่มเป็นประมาณ 15% เท่านั้น สะท้อนว่าประเทศยังต้องเร่งลงทุนและขยายกำลังผลิตพลังงานสะอาดอีกเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันแผน PDP ใหม่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาบทบาทของเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกอื่น ๆ รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) ซึ่งคาดว่าจะมีการบรรจุไว้ในแผนมากกว่ารอบก่อนที่กำหนดไว้ 600 เมกะวัตต์ โดยประเมินว่ากำลังผลิตอาจเพิ่มเป็น 1,000-1,200 เมกะวัตต์ในอนาคต
นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการพูดถึงเรื่อง Smart Grid กันมาตลอด ด้วย Smart Grid เป็นระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลและการสื่อสารมาบูรณาการเข้ากับระบบไฟฟ้าแบบดั้งเดิม แต่ในแผน PDP กลับยังไม่บรรจุเรื่องนี้เอาไว้ ดังนั้น PDP จึงไม่ควรทำหน้าที่เพียงวางแผนเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องมีการวางแผนลงทุนพัฒนา Smart Grid ควบคู่กัน เพื่อให้ระบบไฟฟ้ารองรับพลังงานสะอาด โซลาร์รูฟท็อป แบตเตอรี่ ดาต้าเซ็นเตอร์ และ EV ได้อย่างมีประสิทธิภาพ