SolarEdge ยิ้มรับตลาดโซลาร์ไทยโต ยกทัพร่วม ASIA Sustainable Energy Week 2026
โซล่าร์เอจ (SolarEdge) ผู้นำด้านโซลูชันพลังงานอัจฉริยะระดับโลก ร่วมจัดแสดงนวัตกรรมสุดล้ำสมัยในงาน Asia Sustainable Energy Week 2026 (ASEW 2026) ภายใต้แนวคิด “End-to-End Smart & Secure Solar Ecosystem for C&I” นำเสนอโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจรสำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม (C&I) มุ่งยกระดับมาตรฐานระบบโซลาร์ ทั้งในแง่ประสิทธิภาพ ความปลอดภัยทางไฟฟ้า การปกป้องทางไซเบอร์ และระบบบริการซัพพอร์ตอัจฉริยะ
นายวีรุจน์ เตชะสุวรรณา ผู้จัดการประเทศไทย บริษัท โซล่าร์เอจ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาค C&I มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพสูง ประกอบกับได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ โดยมียอดติดตั้งทะลุระดับกิกะวัตต์ต่อปี ถือเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการไทย เน้นประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความคุ้มค่าในการลงทุนระยะยาว

สำหรับบูธโซล่าร์เอจในงาน ASEW 2026 ปีนี้ สะท้อนแนวคิดโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจรสำหรับธุรกิจ ครอบคลุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การออกแบบ การติดตั้ง การบริหารจัดการความปลอดภัยทางไซเบอร์ ไปจนถึงการกักเก็บและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับมาตรการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยมีการจัดแสดงโซลูชันหลัก ดังนี้
– อินเวอร์เตอร์สามเฟสพร้อมเทคโนโลยี Synergy: รองรับการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์สำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม มาพร้อมฟีเจอร์ Pre-commissioningช่วยตรวจสอบให้ครบถ้วนก่อนออกหน้างาน เพื่อให้เชื่อมต่อระบบได้อย่างราบรื่น รองรับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แบบ DC Oversizing ได้สูงสุด 175% พร้อมดีไซน์แบบโมดูลาร์ที่ช่วยลดต้นทุนการติดตั้งและการบำรุงรักษา
– Power Optimizer S1500: อุปกรณ์เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้ารุ่นล่าสุดที่ให้ประสิทธิภาพสูงถึง 99.5% ด้วยเทคโนโลยี Maximum Power Point Tracking (MPPT) ขั้นสูง จุดเด่นอยู่ที่การควบคุมให้แผงโซลาร์เซลล์ทำงานแยกอิสระ เช่น 1 ต่อ 1 สำหรับบ้านพักอาศัย และ 2 ต่อ 1 สำหรับสเกล C&I เพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น เงาบัง ฝุ่น คราบสกปรก ขณะเดียวกันผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบสถานะการทำงานและระบุตำแหน่งของแผงโซลาร์เซลล์ที่มีปัญหาได้ผ่านระบบออนไลน์แบบเรียลไทม์
– ระบบกักเก็บพลังงานอัจฉริยะ CSS-OD 197: ออกแบบมาเพื่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ติดตั้งได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร มาพร้อมตู้แบตเตอรี่แบบประกอบสำเร็จจากโรงงานช่วยลดความซับซ้อนและระยะเวลาในการติดตั้ง พร้อมเชื่อมต่อการทำงานร่วมกับระบบโซลาร์เซลล์ของโซล่าร์เอจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โซล่าร์เอจในฐานะผู้นำด้าน Power Optimizer ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยตามมาตรฐานสากล เพื่อรองรับความเสี่ยงจากภัยคุกคามที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบโซลาร์ของผู้ใช้งานในระยะยาว โดยมีการออกแบบระบบความปลอดภัยในระดับแผงแบบบิลต์อินในตัว (SafeDCTM) ที่ช่วยลดแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ของระบบลงสู่ระดับที่ปลอดภัยต่อการสัมผัส เมื่ออินเวอร์เตอร์ปิดทำงานหรือเกิดเหตุฉุกเฉิน ช่วยเพิ่มความปลอดภัยสำหรับผู้ติดตั้ง ผู้บำรุงรักษา และเจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน

นอกจากนี้ยังมีระบบหยุดทำงานฉุกเฉิน (Rapid Shutdown) ที่เป็นไปตามมาตรฐานของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) อีกด้วย
ขณะเดียวกัน โซล่าร์เอจถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างจริงจัง ด้วยการรับรองมาตรฐานระดับสากลอย่าง ISO27001 (การจัดการความปลอดภัยของข้อมูล) และ ETSI-303-645 (ความปลอดภัยไซเบอร์สำหรับอุปกรณ์ IoT) เนื่องจากในต่างประเทศเริ่มมีความตระหนักเรื่องภัยคุกคามจากการที่ระบบโซลาร์ภาคธุรกิจถูกแฮกข้อมูลและสั่งดับระบบเพื่อเรียกค่าไถ่ (Ransomware) แม้ในไทยจะยังไม่เคยเกิดเหตุการณ์ใหญ่ แต่โซล่าร์เอจมองว่าควรเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
นอกเหนือจากความพร้อมด้านฮาร์ดแวร์แล้ว โซล่าร์เอจยังเป็นผู้นำในการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ ให้คำแนะนำแบบเรียลไทม์แก่กลุ่มผู้ติดตั้งมากกว่า 93,000 คนทั่วโลก
ซึ่งนวัตกรรมผู้ช่วยอัจฉริยะของโซล่าร์เอจเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการ จนสามารถคว้ารางวัล Innovation in Applied AI ในหมวด AI Revolution – Applications in the Enterprise and Public Sector (การปฏิวัติ AI – การประยุกต์ใช้ในภาคองค์กรและภาครัฐ/สาธารณะ) จากงานไอที อวอร์ดส์ (IT Awards) มาได้
รางวัลนี้มาจากพีเพิล แอนด์ คอมพิวเตอร์ส (People & Computers) ซึ่งเป็นสื่อและองค์กรด้าน IT ชั้นนำของอิสราเอล ที่จัดขึ้นเพื่อยกย่องโครงการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัลที่โดดเด่นในองค์กรต่าง ๆ ของอิสราเอล สะท้อนให้เห็นความสำเร็จของโซล่าร์เอจในการนำนวัตกรรม AI มาปฏิวัติงานบริการได้อย่างเป็นรูปธรรม
นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะมาตรการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ที่ให้สิทธิประโยชน์สำหรับโครงการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ควบคู่กับระบบโซลาร์เซลล์ ช่วยลดต้นทุนการลงทุนด้านแบตเตอรี่ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ภาคธุรกิจหันมาติดตั้งโซลาร์พร้อมระบบกักเก็บพลังงานมากขึ้น
สำหรับการลงทุนติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ในภาคธุรกิจปัจจุบัน คุณวีรุจน์ ระบุว่า ระยะเวลาคืนทุนลดลงเหลือไม่ถึง 5 ปีโดยประมาณ จากเดิมที่อาจต้องใช้เวลามากกว่า 10 ปี ดังนั้น สิ่งที่ผู้ลงทุนควรหันมาให้ความสำคัญคือความปลอดภัยตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งระบบของโซล่าร์เอจตอบโจทย์ความคุ้มค่าให้กับผู้ใช้งานอย่างแท้จริง
“สิ่งที่เราอยากให้ผู้เยี่ยมชมบูธได้รับและจดจำกลับไปมากที่สุด คือการมองภาพรวมของระบบโซลาร์เป็นอีโคซิสเต็มที่มีองค์ประกอบครบถ้วน ทั้งการออกแบบที่ดี การติดตั้ง ตัวโปรแกรม ระบบมอนิเตอร์ริ่งที่แม่นยำ และระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ไม่ใช่เพียงแค่เปิด Datasheet แล้วเลือกซื้ออุปกรณ์ชิ้นใดชิ้นหนึ่งแล้วจบ เพราะระบบนี้ต้องอยู่กับธุรกิจนานถึง 25 ปี” คุณวีรุจน์กล่าว