WHAUP ปักธงน้ำ-ไฟพร้อม ผุดนิคมรับดาต้าเซ็นเตอร์ ‘EEC-สระบุรี’
WHAUP เดินหน้าลงทุน 2.9 พันล้านรองรับคลื่นลงทุน เตรียมจ่ายไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์ พร้อมส่งน้ำกว่า 30 ล้านลูกบาศก์เมตร ให้ดาต้าเซ็นเตอร์ลอตแรกปลายปี ก่อนใช้กำลังผลิตเต็มใน 3-4 ปี จี้รัฐเร่งปลดล็อกดึงเม็ดเงินลงทุน เปิด Direct PPA ให้เสร็จภายใน 1-2 เดือน แถม 2,000 เมกะวัตต์ไม่พอ พร้อมเลิก Single Buyer Model ยกเวียดนามได้เปรียบ เริ่มทำก่อน แต่ไทยถึงจะช้าแต่มีจุดแข็ง ยังแข่งได้อยู่

นายอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทเตรียมความพร้อมด้านระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์ลอตแรกซึ่งจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าประมาณ 100 เมกะวัตต์ โดยโครงการจะเริ่มทยอยเปิดดำเนินการในช่วงปลายปีนี้ จากนั้นจะทยอยเพิ่มการใช้กำลังการผลิตจนเต็มศักยภาพภายในระยะเวลา 3-4 ปี ซึ่งลูกค้ากลุ่มดังกล่าวเป็นดีลที่เซ็นสัญญาไว้ทั้งหมดแล้ว และได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ทั้งหมดเช่นกัน
ในส่วนของระบบสาธารณูปโภคบริษัทได้ลงนามสัญญาจำหน่ายน้ำให้กับลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว 30 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และอยู่ระหว่างเจรจาปิดดีลเพิ่มเติมอีก 17-30 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี กับผู้ลงทุนจากทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน จากข้อมูลดังกล่าวทำให้เห็นถึงความต้องการใช้ทั้งไฟและน้ำจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม แม้ว่านักลงทุนส่วนใหญ่จะพร้อมลงทุนแล้ว แต่ก็ยังรอความชัดเจนของนโยบายรัฐในเรื่องของ Direct PPA ซึ่งจะเปิดทางให้สามารถจัดหาพลังงานสะอาดจากผู้ผลิตไฟฟ้าได้โดยตรง เพราะสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร
“สิ่งที่นักลงทุนระดับโลกพิจารณาในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงความพร้อมของพื้นที่หรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่มันคือ 3 ปัจจัยสำคัญ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า การเข้าถึงพลังงานสะอาด และความมั่นคงของแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักในการตัดสินใจเลือกประเทศลงทุนอย่างธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบไฟฟ้าจะต้องมีเสถียรภาพสูงและสามารถเดินเครื่องได้ตลอด 24 ชั่วโมง แม้ว่านักลงทุนจะมีระบบสำรองไฟฟ้าของตนเอง แต่สิ่งที่ต้องการเพิ่มเติมคือความสามารถในการจัดหาพลังงานหมุนเวียนระยะยาว เพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้าน ESG และ Net Zero ที่บริษัทแม่กำหนดไว้”
WHAUP มองว่าการเปิดใช้ Direct PPA เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทย เพราะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดกับผู้ผลิตโดยตรง เพิ่มความโปร่งใสด้านราคา และตอบโจทย์ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของลูกค้าระดับโลก ทั้งนี้ โควตา Direct PPA ที่กำหนดไว้ 2,000 เมกะวัตต์อาจไม่เพียงพอ
เนื่องจากความต้องการไม่ได้มาจากดาต้าเซ็นเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เหล็ก อิเล็กทรอนิกส์ และผู้ผลิตรายใหญ่ที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน ESG ของลูกค้าทั่วโลก และอุตสาหกรรมเหล่านี้กำลังเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ดังนั้นภาครัฐควรเร่งกำหนดหลักเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการให้ชัดเจนภายใน 1-2 เดือนนี้
รวมถึงขยายปริมาณไฟฟ้าที่จัดสรรให้สอดคล้อง และควรผลักดันแนวคิด Independent Power Supply (IPS) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการจัดหาพลังงานสะอาด และปรับกฎระเบียบให้พร้อมแทนการยึดติดกับระบบ Single Buyer Model ที่ใช้อยู่รูปแบบเดียว
หากเทียบกับประเทศอื่น เวียดนามได้เริ่มใช้ Direct PPA แล้ว แม้จะยังมีข้อจำกัดบางประการ แต่ถือว่าเริ่มต้นก่อนประเทศไทย ทำให้มีความได้เปรียบในการดึงดูดการลงทุนบางอุตสาหกรรม ขณะที่ไทยถือว่ายังไม่ช้าเพราะยังมีจุดแข็งด้านความมั่นคงของระบบไฟฟ้า คุณภาพโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภค หากสามารถเร่งออกนโยบายได้ทันก็ยังสามารถแข่งขันได้มากกว่านี้
และปัจจุบันแทบทุกอุตสาหกรรมกำลังเร่งปรับตัวด้านพลังงานสะอาด ไม่ใช่เฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น เพราะบริษัทข้ามชาติให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดซัพพลายเชน เช่น Toyota, Apple รวมถึงแบรนด์เครื่องแต่งกายอย่าง Nike, Adidas และ Puma ที่ได้กำหนดเงื่อนไขให้ซัพพลายเออร์ต้องเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน ไม่เช่นนั้นอาจสูญเสียโอกาสในการรับคำสั่งซื้อหรือหลุดจากรายชื่อคู่ค้าหลัก
สำหรับแผนการลงทุนปี 2569 บริษัทเตรียมเงินลงทุนไว้ 2,900 ล้านบาทเพื่อขยายธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงาน รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ โดยในประเทศสัดส่วน 80% จะมุ่งขยายระบบจำหน่ายไฟฟ้าและระบบน้ำในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อรองรับลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์ลอตแรกที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าประมาณ 100 เมกะวัตต์ รวมถึงรองรับการขยายตัวของลูกค้าในระยะ 3-4 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ ยังลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพระบบผลิตและบริหารจัดการน้ำ ทั้งโครงการรีไซเคิลน้ำและการศึกษาการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีความพร้อมด้านระบบไฟฟ้า แหล่งน้ำ และโครงข่ายโทรคมนาคมระหว่างประเทศ และจะศึกษาพื้นที่อื่น เช่น จังหวัดสระบุรีควบคู่กัน
ส่วนในต่างประเทศบริษัทจะเดินหน้าขยายธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงานในประเทศที่มีฐานการลงทุนอยู่แล้ว โดยเฉพาะเวียดนาม เพื่อรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและกระจายแหล่งรายได้ในระยะยาว ควบคู่กับการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดของลูกค้าอุตสาหกรรมและดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคต