เตือนไทยเสี่ยง “Stagflation” สงคราม 3 สมรภูมิดันน้ำมันเกิน 100 ดอลลาร์ เงินเฟ้อพุ่ง 2.4-3.3%
นักวิชาการเศรษฐกิจระหว่างประเทศประเมิน สงครามพลังงานขยายวงจากช่องแคบฮอร์มุซสู่ทะเลแดงและทะเลดำ กระทบปริมาณน้ำมันเข้าสู่ตลาดโลกสูงสุดวันละ 16.8 ล้านบาร์เรล เสี่ยงดันราคาน้ำมันยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลเงินเฟ้อไทยปี 2569 อาจเพิ่มขึ้นเป็น 2.4-3.3% พร้อมเตือนเศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและกำลังซื้อที่ชะลอตัว จนอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจโตต่ำควบคู่เงินเฟ้อสูง
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยผลวิเคราะห์เรื่อง “ไทยเสี่ยงเศรษฐกิจชะงักงันควบคู่เงินเฟ้อ ภายใต้สงครามหลายสมรภูมิ” ว่า ความขัดแย้งที่เริ่มจากสหรัฐอเมริกาและอิหร่านกำลังขยายตัวเป็นสงครามพลังงานหลายสมรภูมิ หลังเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกได้รับผลกระทบพร้อมกัน ทั้งช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางยานบู-บับเอลมันเดบ และทะเลดำ
สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อโลก รวมถึงเงินเฟ้อของประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ
ฮอร์มุซสะดุด น้ำมันหายวันละ 11.5 ล้านบาร์เรล
ดร.อัทธ์ระบุว่า โลกผลิตน้ำมันประมาณ 106.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยตะวันออกกลางผลิตประมาณ 31 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วน 29.1% ของกำลังผลิตน้ำมันโลก ขณะที่ภูมิภาคดังกล่าวมีปริมาณส่งออกน้ำมันสุทธิประมาณ 25 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยในภาวะปกติมีน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมขนส่งผ่านประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณหนึ่งในห้าของการใช้น้ำมันทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมารุนแรงขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2569 ปริมาณน้ำมันที่ส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ณ วันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ลดลงเหลือ 8.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากระดับก่อนสงครามที่ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน เท่ากับมีปริมาณน้ำมันหายออกจากระบบประมาณ 11.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
จำนวนเรือบรรทุกน้ำมันที่เดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซลดลงจากประมาณ 50 ลำต่อวัน เหลือ 21 ลำต่อวัน หรือลดลง 29 ลำต่อวัน
เลี่ยงฮอร์มุซ เจอคอขวดใหม่ทะเลแดง
เมื่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลง ซาอุดีอาระเบียได้เพิ่มการใช้ท่อส่งน้ำมันดิบตะวันออก-ตะวันตก หรือ East-West Crude Oil Pipeline เพื่อลำเลียงน้ำมันจากเมืองอับไกก์ไปยังเมืองยานบู บนชายฝั่งทะเลแดง
ท่อดังกล่าวมีกำลังขนส่งสูงสุดประมาณ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ต้องส่งน้ำมันประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อวันเข้าสู่โรงกลั่นและระบบอุตสาหกรรมฝั่งตะวันตก ทำให้เหลือความสามารถรองรับการส่งออกทางทะเลสูงสุดประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำมันดิบที่ส่งออกจากยานบูในช่วงเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ประมาณ 3.8-4 ล้านบาร์เรลต่อวัน และยังเผชิญความเสี่ยงจากการประกาศปิดล้อมการขนส่งน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับซาอุดีอาระเบียของกลุ่มฮูตีในเยเมน
ดร.อัทธ์ประเมินว่า สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิด “วิกฤตคอขวดสองชั้น” เนื่องจากแม้ซาอุดีอาระเบียจะสามารถเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซด้วยการส่งน้ำมันผ่านท่อไปยังยานบู แต่เรือบรรทุกน้ำมันที่มุ่งหน้าไปยังตลาดเอเชียยังต้องผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบ
หากไม่สามารถใช้เส้นทางดังกล่าวได้ เรือจะต้องเดินทางผ่านคลองสุเอซหรือท่อ SUMED ออกสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ผ่านช่องแคบยิบรอลตาร์ ก่อนอ้อมแหลมกู๊ดโฮปเข้าสู่มหาสมุทรอินเดีย
กรณีการขนส่งน้ำมันจากยานบูไปไต้หวัน ระยะเวลาการเดินทางจะเพิ่มจากประมาณ 19 วัน เป็น 48 วัน หรือเพิ่มขึ้น 29 วัน เกือบหนึ่งเดือน
ยูเครนถล่มโรงกลั่นรัสเซีย ซ้ำเติมน้ำมันโลก
วิกฤตพลังงานโลกยังขยายไปยังรัสเซียและทะเลดำ หลังยูเครนเพิ่มการโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน คลังเชื้อเพลิง ระบบขนส่ง และเรือที่เกี่ยวข้องกับสถานีส่งออกน้ำมันของ Caspian Pipeline Consortium หรือ CPC
การโจมตีโรงกลั่นของรัสเซียส่งผลกระทบต่อปริมาณดีเซลและน้ำมันสำเร็จรูป ขณะที่การโจมตีสถานี CPC กระทบการส่งออกน้ำมันดิบของคาซัคสถานเป็นหลัก
ก่อนเกิดวิกฤต รัสเซียส่งออกดีเซลในปี 2568 ประมาณ 817,000 บาร์เรลต่อวัน แต่ในช่วงวันที่ 1-10 กรกฎาคม 2569 ปริมาณส่งออกลดลงเหลือประมาณ 234,000 บาร์เรลต่อวัน เท่ากับมีดีเซลหายจากตลาดประมาณ 580,000 บาร์เรลต่อวัน
เมื่อรวมผลกระทบจากช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางยานบู-บับเอลมันเดบ และท่อ CPC-ทะเลดำ ดร.อัทธ์ประเมินว่า ปริมาณน้ำมันดิบที่หายไปจากตลาดโลกอยู่ที่ประมาณ 16.5-16.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณ 16% ของปริมาณการผลิตน้ำมันโลก
น้ำมัน 100 ดอลลาร์ ดันเงินเฟ้อไทยเพิ่ม 2.1-2.6%
สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย ดร.อัทธ์ประเมินว่า ก่อนเกิดสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ราคาน้ำมันโลกอยู่ที่ประมาณ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะเท่ากับเพิ่มขึ้น 42.86%
จากผลการศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งประเมินว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 1% จะทำให้เงินเฟ้อไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 0.05-0.06% ภายในไตรมาสที่ 4 การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน 42.86% จึงอาจทำให้เงินเฟ้อไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 2.14-2.57%
เมื่อรวมผลกระทบจากราคาน้ำมันกับประมาณการเงินเฟ้อเดิมก่อนสงคราม เงินเฟ้อทั่วไปของไทยในปี 2569 อาจอยู่ในช่วง 2.4-3.3%
แบ่งเป็นประมาณการตามฐานของธนาคารแห่งประเทศไทย เงินเฟ้ออาจเพิ่มจาก 0.3% เป็น 2.4-2.9% ส่วนกรณีฐานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF อาจเพิ่มจาก 0.4% เป็น 2.5-3% และกรณีฐานของธนาคารโลก อาจเพิ่มจาก 0.7% เป็น 2.8-3.3%
ค่าเฉลี่ยจากทั้ง 3 หน่วยงานอยู่ที่ประมาณ 2.6-3%
เตือนราคาน้ำมันอาจแตะ 120-150 ดอลลาร์
ดร.อัทธ์กล่าวว่า หากวิกฤตยืดเยื้อ ราคาน้ำมันมีโอกาสทรงตัวเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอาจเพิ่มขึ้นเป็น 120-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากเกิดการปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันหลายจุดพร้อมกัน
สำหรับประเทศไทย ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะเพิ่มต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพ ขณะเดียวกันยังลดทอนกำลังซื้อ การลงทุน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
“ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากเงินเฟ้อด้านต้นทุนและภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกัน เพราะไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ หากสงครามยืดเยื้อ ความเสี่ยงที่ไทยจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจโตต่ำแต่เงินเฟ้อสูง หรือ Stagflation จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”