สทนช.ทุ่ม 2.1 หมื่นล้าน ปั้น ‘ห้วยหลวงโมเดล’ แก้ท่วม-แล้ง ครอบคลุมพื้นที่ 3 แสนไร่
สทนช.เดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำห้วยหลวงตอนล่าง วงเงิน 21,000 ล้านบาท เร่งยกระดับสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมืองให้บริหารน้ำได้ทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง พร้อมขยายกรอบดำเนินงานถึงปี 2575 เพิ่มพื้นที่แก้มลิงและปรับปรุงลำน้ำ ดันความสามารถกักเก็บน้ำรวมกว่า 250 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์กว่า 300,000 ไร่ เตรียมใช้เป็นต้นแบบขยายผลแก้ปัญหาน้ำในภาคอีสาน
นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามโครงการบริหารจัดการน้ำห้วยหลวงตอนล่าง ณ สถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ว่าโครงการดังกล่าวมีวงเงินงบประมาณ 21,000 ล้านบาท เป็นโครงการสำคัญในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีและหนองคาย โดยมีสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมืองเป็นจุดยุทธศาสตร์หลัก ซึ่งมีความก้าวหน้ามากกว่า 85%

สถานีสูบน้ำบ้านแดนเมืองได้รับการออกแบบให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้ 2 ทิศทาง โดยในฤดูฝนจะใช้เครื่องสูบน้ำจำนวน 10 เครื่อง ระบายน้ำจากลำห้วยหลวงลงสู่แม่น้ำโขง ด้วยศักยภาพรวม 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ฤดูแล้งสามารถสูบน้ำจากแม่น้ำโขงกลับเข้ามากักเก็บไว้ใช้ในพื้นที่ได้
“ส่วนประกอบใดสร้างเสร็จ ให้เปิดใช้งานช่วยเหลือประชาชนทันที โดยไม่ต้องรอให้จบทั้งโครงการ” นายชยันต์กล่าว
นายชยันต์กล่าวว่า ที่ผ่านมาโครงการประสบอุปสรรคด้านการจัดหาที่ดินและสถานการณ์โควิด-19 คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) จึงเห็นชอบให้ขยายกรอบระยะเวลาดำเนินโครงการออกไปถึงปี 2575 โดยอยู่ระหว่างเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณ
การขยายกรอบเวลาดังกล่าวจะครอบคลุมการเพิ่มพื้นที่แก้มลิงอีก 20 แห่ง และการปรับปรุงลำน้ำ เพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำสำรองของทั้งระบบเป็นมากกว่า 250 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์กว่า 300,000 ไร่ โดย สทนช.ตั้งเป้าใช้ “ห้วยหลวงโมเดล” เป็นต้นแบบในการขยายผลไปยังพื้นที่อื่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สำหรับภาพรวมโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่างในจังหวัดหนองคายและอุดรธานี มีความก้าวหน้าประมาณ 25% ประกอบด้วยสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง พนังกั้นน้ำระยะทาง 82 กิโลเมตร และพื้นที่แก้มลิงรวม 35 แห่ง เพื่อบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 300,000 ไร่ ทั้งในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้ง
นายชยันต์กล่าวว่า ปัจจุบันปรากฏการณ์เอลนีโญส่งผลให้ปริมาณฝนลดลงประมาณ 10% สทนช.จึงร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ประเมินสถานการณ์รายวัน พร้อมบริหารจัดการน้ำผ่านระบบเส้นควบคุม หรือ Dynamic Curve และมอบหมายให้กรมชลประทานกักเก็บน้ำในลำห้วยหลวงให้ได้มากที่สุด
ด้านนายสุนทร คำศรีเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 5 กรมชลประทาน กล่าวว่า ปัญหาหลักของพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณดังกล่าวคือ ในฤดูฝนเกษตรกรไม่สามารถทำนาได้จากปัญหาน้ำท่วม ขณะที่ฤดูแล้งน้ำจะไหลลงสู่แม่น้ำโขงจนหมด โครงการจึงออกแบบให้สถานีบริเวณปากลำห้วยหลวงช่วยควบคุมและใช้ลำน้ำเป็นแหล่งเก็บน้ำหลัก
ทั้งนี้ เมื่อประตูระบายน้ำก่อสร้างแล้วเสร็จ จะสามารถเริ่มกักเก็บน้ำในช่วงฤดูแล้งที่ระดับ 160 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง หรือคิดเป็นปริมาณน้ำประมาณ 138 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำให้ประชาชนในพื้นที่ได้
นายธรรมพงศ์ เนาวบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 3 กล่าวว่า สทนช.ภาค 3 ใช้กลไกคณะกรรมการลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแกนหลักในการติดตามและกำกับโครงการให้สอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พร้อมบูรณาการร่วมกับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนโครงการตามแผน ระเบียบ และข้อเสนอของคณะกรรมการลุ่มน้ำและ กนช.
นอกจากนี้ สทนช.ยังเดินหน้าแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุม 15 จังหวัด ภายใต้กรอบระยะเวลา 20 ปี ตั้งแต่ปี 2566-2580 โดยใช้การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA เป็นกลไกสำคัญในการจัดทำแผน
สำหรับแผนพัฒนาหนองหาร จังหวัดสกลนคร ประกอบด้วย 62 โครงการ วงเงิน 7,445 ล้านบาท มีความก้าวหน้า 21.10% โดยงานด้านน้ำประปาคืบหน้าเกือบ 100% และประชาชนสามารถใช้น้ำได้เต็มศักยภาพแล้ว ขณะที่แผนระยะต่อไปจะเร่งจัดการวัชพืช สนับสนุนการประมงท้องถิ่น อนุรักษ์พื้นที่ควบคู่การท่องเที่ยว และบูรณาการแก้ไขปัญหาน้ำเสียชุมชน
นายธรรมพงศ์กล่าวว่า สทนช.ภาค 3 จะร่วมกับจังหวัดสกลนคร กรมทรัพยากรน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับปรุงแผนหลักการบริหารน้ำของหนองหาร เพื่อเสนอต่อ กนช. พร้อมเร่งกำจัดวัชพืชและสิ่งก่อสร้างที่กีดขวางทางน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ และลดผลกระทบต่อประชาชนในช่วงฤดูฝน
