ไทยจัดทัพเดินหน้า SMR ย้ำจุดเด่น ‘มั่นคง-สะอาด-เสถียร’
การนำเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ หรือ SMR (Small Modular Reactor) เข้าบรรจุไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ รัฐบาลต้องการเปิดทางเลือกเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ในวันที่ประเทศต้องสร้างแหล่งพลังงานสะอาดขึ้นมาทดแทนการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ ในเวทีเสวนา “SMR : พลังงานสะอาดสู่ความมั่นคงทางพลังงานไทย” จัดโดยเครือมติชนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กูรูทั้ง 4 ได้ฉายภาพให้เห็นถึงอนาคต และความจำเป็นที่พลังงานไทยเผชิญแรงกดดันจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น การแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เริ่มที่ 300 เมกะวัตต์ก่อน
นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หนึ่งในคณะจัดทำแผน PDP อธิบายว่า ระบบไฟฟ้าของไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ สามารถสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี แต่บริบทในปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก วันนี้ผู้ประกอบการต้องการพลังงานสะอาดควบคู่ไปกับความมั่นคงของระบบ เพราะสินค้าไทยต้องแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับการปล่อยคาร์บอนต่ำ

อีกปัจจัยสำคัญคือ ความเสี่ยงจากการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะการนำเข้า LNG ซึ่งมีต้นทุนผันผวนตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม ทำให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าไม่สามารถคาดการณ์ได้ในระยะยาว SMR จึงถูกเสนอให้เป็นทางเลือกสำหรับทดแทนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในอนาคต โดยเฉพาะในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เพราะสามารถผลิตทั้งไฟฟ้าและพลังงานความร้อนหรือไอน้ำสำหรับกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นสิ่งที่โรงงานจำนวนมากต้องการใช้งานควบคู่กัน โดยช่วงแรกจะเริ่มจาก “กำลังผลิตประมาณ 300 เมกะวัตต์” ก่อนทยอยเพิ่มในระยะต่อไป หากเทคโนโลยีได้รับการพิสูจน์ว่า มีความเหมาะสมทั้งด้านต้นทุนและความปลอดภัย
ชี้เทคโนโลยี “โมดูลาร์” ดีสุด
ศ.ดร.สมบูรณ์ รัศมี หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หัวใจสำคัญของ SMR คือคำว่า Modular หรือการออกแบบเป็นโมดูลที่สามารถประกอบเพิ่มกำลังผลิตได้ตามความต้องการ คล้ายการต่อแบตเตอรี่หลายชุดเข้าด้วยกัน ข้อดีอีกประการ คือ การผลิตอุปกรณ์ในโรงงานมาตรฐานก่อนนำไปติดตั้งหน้างานช่วยลดระยะเวลาก่อสร้าง เพิ่มคุณภาพการผลิต และมีโอกาสลดต้นทุนเมื่อมีการผลิตจำนวนมากในอนาคต ทั้งนี้ ยอมรับว่า ปัจจุบันต้นทุนของ SMR ยังอยู่ในระดับสูง จึงต้องติดตามพัฒนาการของเทคโนโลยีอีกหลายปี ก่อนที่จะสามารถตัดสินใจได้ว่าคุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่
นอกจากนี้ SMR ยังมีเทคโนโลยีหลายรูปแบบ ทั้งแบบใช้น้ำ ก๊าซ หรือเกลือหลอมเหลวเป็นตัวหล่อเย็น ซึ่งสามารถผลิตความร้อนในระดับอุณหภูมิที่แตกต่างกัน รองรับทั้งการผลิตไฟฟ้า การผลิตไฮโดรเจน และการใช้งานในอุตสาหกรรมที่ต้องการความร้อนสูง ปัจจุบันทั่วโลกมีการพัฒนา SMR หลายสิบเทคโนโลยี แม้จะมีเพียงไม่กี่แบบที่กำลังเข้าสู่เชิงพาณิชย์ แต่ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า คาดว่าจะมีเทคโนโลยีที่ผ่านการพิสูจน์มากขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุด และการใส่ SMR ไว้ในแผน PDP เป็นการ “ซื้อทางเลือก” เพื่อให้ประเทศมีเวลาพัฒนากฎหมาย บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปี วันนี้ประเทศจึงต้องเริ่ม ไม่เช่นนั้นอาจไม่ทันต่อความต้องการ
กฟผ. วาง 5 ระยะสร้าง SMR
นายเอกรัฐ สมินทรปัญญา ผู้ช่วยผู้ว่าการแผนงานโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ระบุว่า กฟผ.มองว่า SMR มีจุดเด่นหลายด้าน ทั้งการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ โดยไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้ การผลิตอุปกรณ์ในโรงงานยังช่วยให้สามารถควบคุมคุณภาพได้ดี ขนส่งและติดตั้งได้รวดเร็วกว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม ในด้านความปลอดภัย กฟผ.ระบุว่า SMR รุ่นใหม่ใช้ระบบ Passive Safety ซึ่งออกแบบให้สามารถหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์ได้โดยอาศัยแรงโน้มถ่วงของน้ำที่กักเก็บไว้ แม้ในกรณีที่ระบบไฟฟ้าหยุดทำงานหรือเกิดไฟฟ้าดับ จึงช่วยเพิ่มระดับความปลอดภัยเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในอดีต
สำหรับแผนการพัฒนา กฟผ.แบ่งออกเป็น 5 ระยะ เริ่มจากการศึกษาความเป็นไปได้ ครอบคลุมการประเมินเทคโนโลยี ความเหมาะสมของพื้นที่ กฎหมาย ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ โดยปัจจุบัน SMR ได้ถูกบรรจุไว้ในร่างแผน PDP แล้ว ถือเป็นก้าวแรก ระยะที่สองจะเป็นการศึกษารายละเอียดเชิงลึก การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการขออนุมัติรวมถึงใบอนุญาตต่าง ๆ ก่อนเข้าสู่ระยะก่อสร้าง ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 5-6 ปี ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่เลือกใช้ หลังจากนั้นจึงเข้าสู่ระยะเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ โดย SMR มีอายุการใช้งาน 60-80 ปี ยาวนานกว่าโรงไฟฟ้าฟอสซิลทั่วไป ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการรื้อถอนตามมาตรฐานเมื่อสิ้นสุดอายุโครงการ
ปัจจุบัน กฟผ.ได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ทั้งด้านเทคนิค เศรษฐศาสตร์ และการพัฒนาบุคลากร พร้อมว่าจ้างที่ปรึกษาศึกษาพื้นที่ที่มีศักยภาพสำหรับการก่อสร้าง โดยพิจารณาพื้นที่ที่มีความปลอดภัย ไม่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย และสามารถเชื่อมต่อกับระบบสายส่งไฟฟ้าที่มีอยู่ ขณะเดียวกัน กฟผ.ยังเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรจากต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี การกำกับดูแล และการพัฒนาบุคลากร อีกภารกิจสำคัญคือ การสร้างความรู้ความเข้าใจแก่สังคม กฟผ.มองว่าโครงการ SMR ต้องใช้เวลาดำเนินการมากกว่า 10 ปี จึงจำเป็นต้องเริ่มสร้างการรับรู้ตั้งแต่วันนี้
GPSC เล็งเทคโนโลยีจาก 3 ปท.
นายศิริเมธ ลี้ภากรณ์ ผู้จัดการใหญ่ และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่ปฎิบัติการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC มองว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่าง 3 เป้าหมาย ได้แก่ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ราคาที่แข่งขันได้ และการลดการปล่อยคาร์บอน แม้พลังงานหมุนเวียนอย่างแสงอาทิตย์และลมจะมีต้นทุนลดลงมาก แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องความต่อเนื่อง ขณะที่โรงไฟฟ้าก๊าซมั่นคงแต่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก SMR จึงเป็นเทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ทั้ง 3 ด้านพร้อมกัน เพราะเดินเครื่องได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ และมีศักยภาพที่จะมีต้นทุนแข่งขันได้เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาเต็มที่
GPSC ยังเห็นว่าจุดแข็งสำคัญของ SMR คือ การผลิตไอน้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นความต้องการสำคัญของโรงงานในพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) บริษัทได้ติดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทั้งในจีน เกาหลีใต้ และยุโรป เพื่อประเมินความเหมาะสมในเชิงเศรษฐศาสตร์และเทคโนโลยี ในระยะยาว GPSC มองว่า SMR จะไม่เพียงเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า แต่ยังเป็นต้นทางของการผลิตไฮโดรเจนสะอาด น้ำจืดจากทะเล และสนับสนุนเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต