เจ้าพระยาน้ำพุ่ง 2,610 ลบ.ม./วินาที จ่อเพิ่มระบาย 2,500 เตือน 6 จังหวัดน้ำขึ้น 20-60 ซม.
สทนช.อัพเดตสถานการณ์ 1 ต.ค. 2569 น้ำผ่านสถานี C.2 นครสวรรค์เพิ่มเป็น 2,610 ลบ.ม./วินาที จาก 2,326 ลบ.ม./วินาทีตามประกาศวันก่อน ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายอยู่ที่ 2,300 ลบ.ม./วินาที และเตรียมบริหารแบบขั้นบันไดในกรอบไม่เกิน 2,500 ลบ.ม./วินาที ส่งผลระดับน้ำท้ายเขื่อนอาจเพิ่มอีก 20-60 ซม. เตือน 6 จังหวัดตั้งแต่ชัยนาทถึงนนทบุรีเฝ้าระวัง พร้อมเผยน้ำในอ่างทั่วประเทศแตะ 80% ของความจุ
นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า สทนช.ได้ออกประกาศฉบับที่ 8/2569 เรื่อง เฝ้าระวังผลกระทบจากการปรับระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา หลังปริมาณน้ำในลุ่มเจ้าพระยามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และจำเป็นต้องบริหารการระบายน้ำแบบขั้นบันได เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ทั้งเหนือและท้ายเขื่อน
ล่าสุด รายงานสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เวลา 07.00 น. ระบุว่า ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2,610 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำอยู่ที่ 24.10 เมตรระดับทะเลปานกลาง ต่ำกว่าตลิ่ง 1.60 เมตร
ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำอยู่ที่ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีระดับน้ำเหนือเขื่อน +17.79 เมตรระดับทะเลปานกลาง และระดับน้ำท้ายเขื่อน +15.46 เมตรระดับทะเลปานกลาง
ตัวเลขล่าสุดเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ตามประกาศเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ซึ่งขณะนั้นปริมาณน้ำผ่านสถานี C.2 อยู่ที่ 2,326 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังและลำน้ำสาขาไหลมาสมทบอีกประมาณ 400-600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ก่อนหน้านี้กรมชลประทานประเมินว่า ปริมาณน้ำผ่านจังหวัดนครสวรรค์บริเวณสถานี C.2 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วงประมาณ 2,700-3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงจำเป็นต้องใช้ระบบชลประทานรับน้ำเข้าคลองทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาให้ได้มากที่สุดตามศักยภาพ
พร้อมกันนี้ จะบริหารการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาแบบขั้นบันไดในอัตราไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อลดความเสียหายทั้งพื้นที่เหนือและท้ายเขื่อนให้น้อยที่สุด
การปรับเพิ่มการระบายน้ำดังกล่าวคาดว่าจะทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.20-0.60 เมตร หรือ 20-60 เซนติเมตร จึงมีพื้นที่เสี่ยงต้องเฝ้าระวังใน 6 จังหวัด
ได้แก่ จังหวัดชัยนาท อำเภอสรรพยา
จังหวัดสิงห์บุรี อำเภอพรหมบุรี อำเภอเมืองสิงห์บุรี และอำเภออินทร์บุรี
จังหวัดอ่างทอง อำเภอเมืองอ่างทอง อำเภอวิเศษชัยชาญ อำเภอไชโย และอำเภอป่าโมก
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภอบางซ้าย อำเภอเสนา อำเภอผักไห่ อำเภอบางบาล อำเภอพระนครศรีอยุธยา อำเภอบางปะอิน อำเภอบางไทร และอำเภอลาดบัวหลวง
จังหวัดปทุมธานี อำเภอสามโคก และอำเภอเมืองปทุมธานี
และจังหวัดนนทบุรี อำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอบางกรวย และอำเภอปากเกร็ด
นายไพฑูรย์กล่าวว่า สทนช.ได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตาม ตรวจสอบ และซ่อมแซมแนวคันริมแม่น้ำ รวมถึงเร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และวางแผนบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก รวมถึงเขื่อนและประตูระบายน้ำให้สอดคล้องกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
นอกจากนี้ ให้เตรียมแผนรับสถานการณ์น้ำหลาก บุคลากร เครื่องจักรและเครื่องมือ ลอกท่อระบายน้ำ และเตรียมความพร้อมให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันที พร้อมแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า เพื่อให้สามารถเตรียมอพยพได้ทันหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น
สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 มีปริมาณน้ำรวม 64,427 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 80% ของความจุเก็บกัก และมีปริมาณน้ำใช้การ 40,304 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 71%
เมื่อแยกเป็นรายภาค พบว่า ภาคเหนือมีน้ำ 20,048 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 73% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8,192 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 68% ภาคกลาง 1,430 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 76% ภาคตะวันออก 2,858 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 90% ภาคตะวันตก 26,564 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 94% และภาคใต้ 5,335 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 70%
ขณะที่สถานการณ์ฝนวันที่ 1 ตุลาคม พบปริมาณฝนสูงสุดในภาคใต้ที่จังหวัดชุมพร 154 มิลลิเมตร รองลงมาภาคตะวันออก จังหวัดจันทบุรี 133 มิลลิเมตร และภาคตะวันตก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 77 มิลลิเมตร
ส่วนช่วงวันที่ 2-3 ตุลาคม 2569 คาดว่าภาคใต้จะมีฝนตกหนักบางแห่ง ขณะที่ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ ซึ่ง สทนช.ยังคงติดตามปริมาณน้ำและการระบายในลุ่มเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด
มุมข่าวที่ควรดันคือ “C.2 เพิ่มขึ้นเป็น 2,610 ลบ.ม./วินาทีแล้ว” เพราะเป็นตัวเลขใหม่ของวันที่ 1 ต.ค. และทำให้ข่าวมีความสดกว่าการนำประกาศวันที่ 30 ก.ย.มาเล่าซ้ำ โดยเชื่อมต่อทันทีว่าปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยาระบาย 2,300 และยังมีกรอบขยับได้ถึง 2,500 ลบ.ม./วินาที ซึ่งเป็นจุดที่ 6 จังหวัดท้ายเขื่อนต้องจับตา


