สทนช.เร่งระบายน้ำลงอ่าวไทย ก่อนฝนกลับ 5-7 ต.ค. เจ้าพระยาจ่อเพิ่มเป็น 2,400 ลบ.ม./วินาที
สทนช.ใช้จังหวะฝนลดเร่งระบายน้ำออกสู่อ่าวไทย ก่อนฝนกลับมาเพิ่มช่วง 5-7 ต.ค. 2569 เดินหน้าบริหารน้ำเชื่อมโยงรายลุ่มน้ำ ให้เขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ช่วยหน่วงน้ำตอนบน เร่งผันน้ำเจ้าพระยาเข้าคลองฝั่งตะวันออก-ตะวันตกและทุ่งรับน้ำ ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาปัจจุบันระบาย 2,300 ลบ.ม./วินาที และเตรียมทยอยเพิ่มเป็น 2,400 ลบ.ม./วินาทีช่วงบ่ายวันนี้ พร้อมจับตาเขื่อนป่าสักฯ 109% วชิราลงกรณ 99% และประแสร์ 105% ของความจุเก็บกัก
นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ว่า สทนช.ได้เร่งประสานทุกหน่วยงานใช้ช่วงที่สถานการณ์ฝนลดลง เร่งผลักดันน้ำออกจากพื้นที่และระบายลงสู่อ่าวไทยให้มากที่สุด เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับฝนที่จะกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงวันที่ 5-7 ตุลาคม 2569
จากการติดตามสภาพอากาศร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) พบว่า ระยะนี้ฝนในประเทศไทยเริ่มลดลง แต่ยังมีฝนตกบางพื้นที่ ยกเว้นภาคใต้ที่ยังมีฝนกระจายมากกว่าภาคอื่น
อย่างไรก็ตาม ช่วงวันที่ 5-7 ตุลาคม 2569 ความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ส่งผลให้ฝนกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนเคลื่อนตัวไปทางฝั่งตะวันตก ครอบคลุมภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ และอาจมีฝนตกหนักบางพื้นที่
สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสูงสุดไม่เกิน 2,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประกอบกับมวลน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังที่จะไหลมาสมทบอีกประมาณ 500-600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
กรมชลประทานจึงเร่งผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกเต็มศักยภาพ พร้อมผันน้ำเข้าทุ่งรับน้ำลุ่มต่ำที่เก็บเกี่ยวแล้ว เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลัก
อย่างไรก็ตาม การผันน้ำดังกล่าวจะส่งผลให้แม่น้ำท่าจีนมีน้ำเอ่อล้นตลิ่งบางจุด จึงต้องติดตามผลกระทบในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
ปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำอยู่ที่ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจะทยอยเพิ่มเป็น 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในช่วงบ่ายวันที่ 1 ตุลาคม 2569
นายชยันต์กล่าวว่า การปรับระบายยังต้องพิจารณาตามสถานการณ์ และได้กำชับกรมชลประทานเตรียมแผนรองรับกรณีจำเป็นต้องเพิ่มการระบาย เพื่อให้กระทบประชาชนน้อยที่สุด
ขณะเดียวกัน เขื่อนภูมิพลงดการระบายน้ำชั่วคราวในช่วงวันที่ 30 กันยายน-1 ตุลาคม 2569 ส่วนเขื่อนสิริกิติ์ลดการระบายเหลือวันละ 7 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อช่วยหน่วงน้ำจากพื้นที่ตอนบนไม่ให้ไหลลงมาสมทบเจ้าพระยาเพิ่มในช่วงนี้
ด้านลุ่มน้ำป่าสัก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำ 109% ของความจุเก็บกัก จึงจำเป็นต้องทยอยเพิ่มการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำป่าสักแบบขั้นบันได โดยจะปรับขึ้นถึงวันละ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร
การเพิ่มระบายจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จะทำให้เขื่อนพระรามหกต้องเตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำตามด้วย เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่ไหลลงมา
สำหรับลุ่มน้ำแม่กลอง เขื่อนวชิราลงกรณมีปริมาณน้ำ 99% ของความจุเก็บกัก เหลือพื้นที่รองรับน้ำอีกประมาณ 123 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ปรับแผนระบายเป็น 42 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน
สทนช.คาดว่าการระบายดังกล่าวจะไม่ทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้น และยังสามารถควบคุมการระบายน้ำท้ายเขื่อนแม่กลองไว้ได้ประมาณ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ส่วนลุ่มน้ำบางปะกง เขื่อนคลองสียัดมีน้ำ 94% ของความจุเก็บกัก และเขื่อนขุนด่านปราการชลมีน้ำ 97% ขณะที่ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก เขื่อนประแสร์มีน้ำ 105% ของความจุเก็บกัก
นายชยันต์กล่าวว่า เขื่อนที่มีปริมาณน้ำสูงเหล่านี้จำเป็นต้องมีแผนระบายที่เหมาะสม ทั้งเพื่อรักษาความมั่นคงของตัวเขื่อนและลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ
พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำให้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเพิ่มศักยภาพการสูบและระบายน้ำออกจากทุกพื้นที่ที่ยังได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วที่สุด
นอกจากนี้ ต้องเฝ้าระวังปัจจัยน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงต้นเดือนตุลาคม ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำลงสู่อ่าวไทย และทำให้การบริหารน้ำในพื้นที่ตอนล่างต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังมากขึ้น