มหาดไทยปรับเพิ่มโซลาร์ภาคประชาชน ติดได้ทั้งหลังคา-พื้นดิน-ลอยน้ำ คาดลงทะเบียน 1 พ.ย. นี้
รมช.มหาดไทย ปรับเพิ่มโซลาร์ภาคประชาชน ติดได้ทั้งหลังคา-พื้นดิน-ลอยน้ำ เสนอบอร์ดกลั่นกรองวันนี้ คาดลงทะเบียน 1 พ.ย. นี้ ตั้งเป้า 1-1.5 ล้านหลังคาเรือน งบประมาณ 5-7.5 หมื่นล้านบาท
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า โครงการโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน ที่กระทรวงมหาดไทยจะเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้จากพระราชกำหนดเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ในส่วน 2 แสนล้านบาท เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ภายในวันนี้ (2 ต.ค.) ให้พิจารณาต่อไป โดยคาดว่าจะเปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการในวันที่ 1 พ.ย. นี้

สำหรับรายละเอียดโครงการ จากเดิมที่จำกัดว่าต้องเป็นการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา (Solar Rooftop) จะขยายรายละเอียดให้ประชาชนติดตั้งได้ทั้งบนพื้นดิน (On Ground) และลอยน้ำ (Floating) เพื่อให้เหมาะกับเงื่อนไขด้านพื้นที่การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ของแต่ละหลังคาเรือน เช่น บางครัวเรือนอาจไม่มีพื้นที่บนหลังคาเพียงพอหรือไม่เหมาะต่อการติดตั้ง แต่อาจมีพื้นที่รับแดดบนพื้นดิน หรือมีบ่อน้ำขนาดใหญ่ ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือจะต้องมีมิเตอร์ไฟฟ้า
“เราไม่ได้บังคับว่าต้องอยู่บนหลังคาเท่านั้น อาจเป็นบนพื้นหรือลอยน้ำก็ได้ เพียงแค่มีมิเตอร์ไฟฟ้า และการไฟฟ้าจะเปลี่ยนเป็นสมาร์ทมิเตอร์ให้ฟรี เพราะมหาดไทยขอใช้เงินกู้ในการซื้อสมาร์ทมิเตอร์ เนื่องจากในอนาคตวางแผนทำ Smart Grid ทั่วประเทศ” นายพลพีร์ กล่าว
นายพลพีร์ กล่าวว่า สำหรับรายละเอียดการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์ภาคประชาชนยังเหมือนเดิม กล่าวคือ รัฐบาลจะสนับสนุนการติดตั้ง 50,000 บาทต่อหลังคาเรือน โดยประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ เริ่มต้นที่ขนาด 5 kW และสูงสุดที่ 10 kW โดยการไฟฟ้าจะรับซื้อไฟคืนที่ 5 kW เท่านั้น ในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย ในระยะสัญญา 20 ปี โดยตั้งเป้าหมายผู้เข้าร่วมโครงการที่ 1-1.5 ล้านหลังคาเรือน ใช้งบประมาณราว 5-7.5 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ดี หากหลังคาเรือนใช้ไฟฟ้าประมาณ 3,000-4,000 บาทต่อเดือน จะทำให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์คุ้มค่าที่สุด เนื่องจากจะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้ทันที แต่หากใช้ไฟน้อยกว่านี้ ก็สามารถขายคืนแก่การไฟฟ้า เป็นการเพิ่มรายได้อีกทาง นอกจากนี้ ผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็เข้าร่วมโครงการได้เช่นกัน
ทั้งนี้ สำหรับการขอสินเชื่อเพื่อติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ สามารถขอกู้กับ 3 สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ 2.5% ต่อปี ระยะเวลา 7 ปี ซึ่งแต่ละธนาคารก็อาจมีโปรโมชันที่ต่างกัน เช่น หากขอสินเชื่อกับ ธ.ก.ส. จะสามารถขายไฟฟ้าคืนได้ และมีเงินงวดชำระสินเชื่อดังกล่าว รวมทั้งอาจนำไปจ่ายหนี้ของ ธ.ก.ส. ได้
อย่างไรก็ดี การนำรายได้จากการขายไฟไปใช้ชำระหนี้กับสถาบันการเงิน หรือไฟแนนซ์ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยปัจจุบันใช้ระบบ Net Billing แล้ว แต่การนำรายได้จากการขายไฟไปชำระหนี้ธนาคารยังไม่ได้รับอนุญาต และอาจต้องหารือเพิ่มเติมในระดับ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ต่อไปภายในต.ค.นี้
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่จะเข้ามาให้บริการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ จะต้องผ่านมาตรฐานการเป็นผู้ประกอบการติดตั้ง (Vendor List) ของ 2 การไฟฟ้า คือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ซึ่งผู้ประกอบการที่ต้องการให้บริการควรขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้า ทั้งนี้ ประชาชนสามารถใช้บริการผ่านทั้ง 2 การไฟฟ้าได้ หรือใช้บริการผ่านภาคเอกชนโดยตรงได้เช่นกัน
“เราจะกำหนดมาตรฐานสากล และ Criteria ของ Vendor ว่าต้องมีงาน วิศวกรในงาน และเงินเท่าไร เป็นต้น เพื่อไม่ให้บางรายที่ต้องการให้บริการโซลาร์รูฟท็อป แต่ไม่มีความชำนาญ ไม่มีมาตรฐาน หรือสภาพทางการเงินไม่ดี โดยไม่อยากให้เกิดการหลอกประชาชน” นายพลพีร์กล่าว