อุตสาหกรรมไม้ยางพาราชะงัก วัตถุดิบลด โรงงานแปรรูปใต้จ่อย้ายฐาน
วัตถุดิบลด โรงงานแปรรูปใต้จ่อย้ายฐาน โรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพาราภาคใต้เริ่มขาดแคลนวัตถุดิบ หลังราคายางพาราอยู่ในระดับดี ทำให้เกษตรกรชะลอโค่นต้นยาง ขณะที่ความต้องการใช้ไม้ยางยังเพิ่มต่อเนื่อง
นายทวีศิลป์ ประทีป อุปนายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สยท.) กล่าวว่า ขณะนี้ราคาไม้ยางพาราปรับสูงขึ้น สวนขนาด 1 ไร่ มี 70 ต้น สามารถขายไม้ได้ 1 แสนบาท เฉลี่ย 1,400 บาท/ต้น หรือประมาณ 2 บาท/กก. สำหรับไม้ขนาดหน้า 8-9 นิ้ว เป็นราคาหน้าสวนจากราคา 7-8 หมื่นบาท/ไร่
ปัจจัยสำคัญมาจากราคายางพาราอยู่ในระดับดี เจ้าของสวนบางส่วนจึงชะลอโค่นต้นยาง ทำให้ปริมาณไม้ยางเข้าสู่ตลาดลดลง ราคาไม้ยางจึงปรับสูงขึ้น
ปกติเดือน มี.ค.-ก.ค. เป็นช่วงที่มีไม้ยางออกสู่ตลาดมาก ราคาจะไม่ปรับสูงนัก เฉลี่ย 1.70-1.80 บาท/กก. แต่ปี 2569 ราคากลับเพิ่มขึ้น โดยพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ที่ 2.30 บาท/กก. ส่วนที่ จ.สงขลา ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 2.40-2.60 บาท/กก.
ขณะที่ความต้องการใช้ไม้ยางยังเพิ่มขึ้น ทั้งอุตสาหกรรมแปรรูป ผลิตเฟอร์นิเจอร์ และผลิตภัณฑ์จากไม้ รวมถึงโรงไฟฟ้าชีวมวลที่มีความต้องการไม้ยางเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้า
ยางรุ่นเก่าเหลือ 3%
นายทศพล ขวัญรอด อุปนายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สยท.) กล่าวว่า ปัจจุบันขาดแคลนไม้ยางขนาดใหญ่ โดยเฉพาะไม้ยางหน้า 7-9 นิ้ว และขนาด 15-20 นิ้ว เป็นยางรุ่นแรกปลูกปี 2517-2519 คาดว่าเหลืออยู่ 3% ขณะที่ไม้ยางรุ่นใหม่มีต้นขนาดเล็ก หรือยางพันธุ์ผสม ราคาขายอยู่ที่ 2.5-3 หมื่นบาท/ไร่ ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางต้องเผชิญปัญหาวัตถุดิบไม่เพียงพอ และมีการแข่งขันรับซื้อไม้ยาง
ภาคใต้ลดพื้นที่ปลูกยาง
นายทศพลกล่าวว่า ภาคใต้เปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกปาล์มน้ำมันและทุเรียนเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแนวโน้มขยายพื้นที่ปลูกยาง คาดว่าในอนาคตโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางอาจทยอยย้ายฐานจากภาคใต้ไปตั้งใกล้แหล่งวัตถุดิบในภาคเหนือและภาคอีสาน ส่วนภาคใต้อาจเหลือโรงงานแปรรูปไม้ยางขนาดเล็ก
ที่ผ่านมาเครือข่ายภาคีชาวสวนยางพาราและปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย และสหพันธ์สมาคมชาวสวนยางเคยเสนอยุทธศาสตร์ยาง 20 ปี โดยเสนอให้โค่นยางและปลูกทดแทนในระดับ 4 แสนไร่/ปี เพื่อรักษาสมดุลผลผลิตยางและปริมาณไม้ยาง รวมถึงเพิ่มสัดส่วนการใช้ยางในประเทศจากปัจจุบัน 12-13% เป็น 40% หรือเพิ่มปีละ 2% เพื่อลดปัญหาผลผลิตยางส่วนเกิน และทำให้โรงงานแปรรูปไม้ยางมีวัตถุดิบเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนลดการพึ่งพาตลาดส่งออก
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือ การเพิ่มการใช้น้ำยางก่อสร้างถนน ทั้งถนนพาราซอยล์ซีเมนต์และพาราแอสฟัลต์คอนกรีต ซึ่งมีการดำเนินการเป็นโมเดลในภาคอีสานแล้ว
โรงงานใต้แข่งชิงวัตถุดิบ
ด้าน นายนิกร ลิขิตหวังพาณิชย์ อดีตนายกสมาคมธุรกิจไม้ยางพาราไทย ผู้ประกอบการแปรรูปไม้ยางพารารายใหญ่ภาคใต้กล่าวว่า จากราคาไม้ยางปรับตัวสูง ส่งผลให้อุตสาหกรรมไม้ยางพารามีการแข่งขันกันจัดหาวัตถุดิบป้อน ในพื้นที่ภาคใต้มีโรงงานแปรรูปไม้ยางพารากว่า 100 แห่ง ชะลอสายพานการผลิตแล้ว 70%
โค่น 2 แสนไร่ ดันไม้เข้าตลาด
นายสุรชัย บุญวรรโณ นักวิชาการยางอิสระ อดีตผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เขตภาคใต้ตอนล่างกล่าวว่า การโค่นยางและปลูกทดแทน เดิม 4 แสนไร่/ปี ปัจจุบันเหลือ 2 แสนไร่/ปี เนื่องจาก กยท.มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ
โดยการปลูกทดแทนมีทั้งการปลูกยางใหม่ และเปลี่ยนไปปลูกพืชเศรษฐกิจ โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีพื้นที่สวนยางเปลี่ยนไปปลูกปาล์มน้ำมันและทุเรียนรวมไม่น้อยกว่า 5 แสนไร่
ทั้งนี้การโค่นยาง 2 แสนไร่จะทำให้มีไม้ยางเข้าสู่ตลาดกว่า 6 พันล้านกิโลกรัม หรือ 6 ล้านตัน/ปี หากคิดราคาไม้ยางเกรดเฉลี่ยที่ 2.50 บาท/กก. จะมีมูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมไม้ฟืนยางที่มีราคามากกว่า 1 บาท/กก.
สำหรับเดือน ต.ค. 2569 เมื่อ กยท.เริ่มเบิกจ่ายงบประมาณ เกษตรกรจะทยอยแจ้งขอรับทุนสงเคราะห์และเริ่มโค่นยาง ซึ่งจะทำให้มีไม้ยางเข้าสู่โรงงานแปรรูปเพิ่มขึ้น
งบฯ จำกัด โค่นยางได้ครึ่งเป้า
นายทวีศิลป์กล่าวเพิ่มเติมว่า การโค่นยางและปลูกทดแทนที่เหลือเพียง 2 แสนไร่/ปี ทำให้เกษตรกรบางส่วนต้องรอคิวขอทุนสงเคราะห์อย่างน้อย 6 เดือน เนื่องจากงบประมาณของ กยท.มีจำกัด
ขณะที่เงินค่าธรรมเนียมการส่งยางออกนอกราชอาณาจักร หรือ CESS ซึ่งจัดเก็บในอัตรา 2 บาท/กก. มีรายได้เฉลี่ยกว่า 7.5 พันล้านบาท/ปี แต่ต้องใช้ในภารกิจหลายด้าน ทั้งเงินสงเคราะห์เกษตรกรในอัตรา 2 หมื่นบาท/ไร่ ทยอยจ่ายตามระยะเวลาที่กำหนด และภารกิจตาม พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 มาตรา 49 ทำให้เงิน CESS ไม่เพียงพอสำหรับเต็มเป้าหมาย 4 แสนไร่/ปี ซึ่งต้องใช้งบประมาณ 8 พันล้านบาท
นายทวีศิลป์กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีการส่งเสริมการปลูกยางแบบผสมผสาน โดยปลูกยาง 40% และพืชชนิดอื่น 60% แต่ในทางปฏิบัติเกษตรกรจำนวนหนึ่งเปลี่ยนไปปลูกปาล์มน้ำมันและทุเรียนเป็นหลัก จึงมีข้อเสนอให้ทบทวนโครงสร้างและแหล่งเงินสนับสนุนการปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตร เนื่องจากเงิน CESS มาจากอุตสาหกรรมยาง แต่พื้นที่บางส่วนที่ได้รับการสนับสนุนถูกเปลี่ยนไปผลิตสินค้าเกษตรชนิดอื่น
เล็งปลูกยาง 1 ล้านไร่ ลด PM 2.5
แหล่งข่าวจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กยท.มีแนวคิดจัดทำโครงการปลูกสร้างสวนยางในพื้นที่แห่งใหม่ 1 ล้านไร่ แบ่งเป็น 5 ระยะ ระยะละ 2 แสนไร่/ปี รวมระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี พื้นที่เป้าหมายส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือและภาคอีสาน โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาและไร่ข้าวโพดที่มีการเผาเศษวัชพืชหลังเก็บเกี่ยว เป็นหนึ่งในสาเหตุฝุ่น PM 2.5 จึงมีแนวคิดเปลี่ยนพื้นที่ดังกล่าวมาปลูกพืชยืนต้นที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนเพิ่มพื้นที่สีเขียว ซึ่งขณะนี้โครงการและงบประมาณยังไม่ได้รับการอนุมัติ
เหนือ-อีสานจ่อฐานผลิตยางใหม่
ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางกว่า 22 ล้านไร่ เป็นภาคใต้กว่า 12 ล้านไร่ แต่การปลูกยางเริ่มเผชิญข้อจำกัด บางพื้นที่มีการสร้างถนน ทำให้ระดับถนนสูงกว่าสวนยาง เกิดน้ำท่วมขังเสี่ยงต่อเชื้อราและโรค ต้นยางเสียหาย นอกจากนี้ยังมีปัญหาขาดแคลนแรงงาน และการเปลี่ยนไปปลูกปาล์มน้ำมันและทุเรียน ขณะที่ภาคเหนือและภาคอีสานกลับมีแนวโน้มขยายพื้นที่ปลูก เฉพาะเชียงรายสามารถผลิตยางก้อนถ้วยได้ 3 แสนตัน/ปี สะท้อนศักยภาพในการเป็นอีกฐานการผลิตยางของประเทศ
กยท.จึงพิจารณาการส่งเสริมการปลูกยางให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยพื้นที่ราบลุ่มและน้ำท่วมให้ปลูกปาล์มน้ำมัน ส่วนพื้นที่เชิงเขาปลูกทุเรียน กาแฟ หรือโกโก้ ซึ่งในปี 2569 กยท.จะทยอยนำพันธุ์เก่า RRIM 1600 ออกไป เพราะใช้เวลา 7 ปี ให้น้ำยางเฉลี่ย 200 กก./ปี พร้อมกับส่งเสริมพันธุ์ใหม่ RRIT 3904 ที่ให้ผลผลิตอายุเพียง 5 ปี ให้น้ำยางเพิ่ม 2 เท่า
อย่างไรก็ตามหากได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจากรัฐบาลจึงจะสามารถดำเนินการได้เต็มเป้าหมาย