ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังอุปทานในตะวันออกกลางฟื้นตัวไวกว่าคาด
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสและเบรนต์ปรับตัวลดลง หลังอุปทานน้ำมันดิบในตะวันออกกลางฟื้นตัวไวกว่าคาด
หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บมจ.ไทยออยล์ ระบุว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับราคามีดังนี้ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสและเบรนต์ปรับตัวลดลง หลังอุปทานจากตะวันออกกลางฟื้นตัวเร็วกว่าคาด โดยปริมาณการโหลดน้ำมันจากชายฝั่งตะวันออกของซาอุดีอาระเบีย ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 27 ก.ย. 69 แตะระดับ 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง
ขณะที่การกลับมาส่งออกผ่านท่อ East-West Pipeline ของซาอุดีอาระเบียช่วยลดความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซ หลังท่าเรือ Yanbu บริเวณทะเลแดงกลับมาเริ่มส่งออกน้ำมันดิบอีกครั้งภายหลังการซ่อมแซมท่อส่งบางส่วน โดยคาดว่าปริมาณการส่งออกผ่าน Yanbu จะเพิ่มแตะระดับ 2.9 ล้านบาร์เรล ต่อวัน ในเดือน ต.ค. 69 และ 3.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือน พ.ย. 69
โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสซื้อขายเมื่อ 2 ต.ค. 2569 อยู่ที่ 91.11 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง -1.76 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่ 102.25 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง -0.06 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
อุปสงค์น้ำมันดิบยังมีสัญญาณเปราะบาง แม้จีนเพิ่มโควต้านำเข้าน้ำมันดิบ โดยจีนประกาศโควตานำเข้าน้ำมันดิบรอบที่ 3 เพิ่มราว 60 ล้านตัน ส่งผลให้โควตารวมปี 2026 สูงกว่า 250 ล้านตัน โดยเพิ่มขึ้นราว 50 ล้านตันจากปีก่อนหน้า อย่างไรก็ดี โรงกลั่นอิสระ (Teapot Refineries) ยังคงเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนน้ำมันดิบและค่าระวางเรือที่สูงขึ้น
แม้จีนจะออกโควตานำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มเติม แต่การใช้โควตาอาจไม่เต็มจำนวน เนื่องจากปริมาณน้ำมันดิบอิหร่านที่จีนซื้อเยอะมีราคาแพงขึ้น ส่งผลให้คาดว่าอัตราการกลั่นในมณฑลซานตงจะลดลงจาก55-60% ในเดือน ก.ย. 69 เหลือราว 45% ใน ไตรมาส 4/2026 ซึ่งอาจจำกัดการนำเข้าน้ำมันดิบของจีนในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงจับตาความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่านอย่างใกล้ชิด หลังมีรายงานว่าสหรัฐส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สามพร้อมกำลังทหารเพิ่มเติมเข้าสู่ตะวันออกกลาง ขณะที่ยูเครนยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาครัสเซีย ได้แก่ Samara และ Volgograd ซึ่งอาจกระทบต่ออุปทานน้ำมันรัสเซีย
