ไทยวางเกมยางพารารอบใหม่ ผนึกมาเลย์คุมซัพพลายเชน-ดันมาตรฐาน รับกฎการค้าโลก
อุตสาหกรรมยางพาราไทยกำลังขยับจากการแข่งขันด้านปริมาณและราคา ไปสู่การจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ ตั้งแต่ความมั่นคงของวัตถุดิบ คุณภาพน้ำยาง มาตรฐานสากล ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ไปจนถึงการรับมือกฎการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้น หลังการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดการหารือหลายระดับกับหน่วยงานและภาคอุตสาหกรรมยางของมาเลเซีย พร้อมเตรียมใช้เวที ANRPC Annual Meeting 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพช่วงเดือนพฤศจิกายน ผลักดันประเด็นการแข่งขันและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมยางธรรมชาติในระดับนานาชาติ
การเดินเกมครั้งนี้มีจุดสำคัญอยู่ที่การเชื่อม “ต้นน้ำไทย” กับ “ปลายน้ำมาเลเซีย” ซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมถุงมือยางสำคัญของโลก โดย กยท. หารือทั้งสมาคมผู้ผลิตถุงมือยางมาเลเซีย (MARGMA) และ Malaysian Rubber Board (MRB) เพื่อวางกรอบความร่วมมือด้านการค้า อุตสาหกรรม ความยั่งยืน และการวิจัย ขณะที่โจทย์หลักไม่ใช่เพียงเพิ่มยอดขายน้ำยาง แต่ต้องทำให้ห่วงโซ่สามารถรองรับมาตรฐานและกฎระเบียบใหม่จากประเทศผู้ใช้ได้ในระยะยาว
นายศันสนะ สุริยะโยธิน กรรมการการยางแห่งประเทศไทย รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มาเลเซียเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกถุงมือยางรายใหญ่ของโลก และเป็นตลาดหลักในการนำเข้าน้ำยางข้นจากประเทศไทย การหารือกับ MARGMA จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายระหว่างผู้ผลิตวัตถุดิบต้นน้ำของไทยกับผู้ใช้ปลายน้ำในมาเลเซีย และปรับการพัฒนาอุตสาหกรรมให้ขับเคลื่อนตามความต้องการของตลาด หรือ Market-Driven มากขึ้น
5 โจทย์ใหญ่ยกเครื่องห่วงโซ่น้ำยาง
กรอบความร่วมมือที่ กยท. หารือกับ MARGMA ครอบคลุม 5 ประเด็นหลัก เริ่มจากการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ หลังปริมาณและคุณภาพผลผลิตต้องเผชิญข้อจำกัดจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจกระทบต่อความต่อเนื่องของการส่งมอบให้ผู้ใช้ปลายน้ำ
ประเด็นถัดมาคือการยกระดับมาตรฐานน้ำยางข้นของไทย โดยมีข้อเสนอให้อ้างอิงมาตรฐาน ISO เป็นพื้นฐาน และฝ่ายมาเลเซียพร้อมสนับสนุนการปรับปรุง รวมถึงพิจารณาการจัดทำมาตรฐานใหม่ร่วมกัน เพื่อให้คุณภาพวัตถุดิบของต้นทางสอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมปลายทางมากขึ้น
อีกด้านหนึ่งคือการผลักดันระบบตรวจสอบย้อนกลับ หรือ Traceability เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบ และเตรียมพร้อมรับกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น
พร้อมกันนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวคิดเรื่องการลดความผันผวนด้านราคา และสร้างเสถียรภาพราคาน้ำยาง เพื่อให้รายได้ของเกษตรกรชาวสวนยางไทยมีความมั่นคงมากขึ้น รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการลดการพึ่งพิงราคาที่อ้างอิงจากตลาดกลางสินค้าโภคภัณฑ์ หรือ Commodity Markets
ส่วนมิติสุดท้ายคือการนำงานวิจัยและนวัตกรรมทางเทคนิคเข้ามารองรับกระบวนการซื้อขาย โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลทางวิชาการแก้ปัญหาข้อโต้แย้งด้านคุณภาพระหว่างผู้ซื้อปลายทางกับผู้ผลิตต้นทาง
จับมือ MRB ตั้ง 2 คณะทำงาน
ในระดับรัฐต่อรัฐ กยท. และ Malaysian Rubber Board หรือ MRB เดินหน้าความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจที่ลงนามเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 พร้อมจัดตั้งคณะทำงานร่วม 2 ด้าน ได้แก่ คณะทำงานด้านการค้า อุตสาหกรรม และความยั่งยืน และคณะทำงานด้านการวิจัยและพัฒนา
เป้าหมายสำคัญคือผลักดันระบบตรวจสอบย้อนกลับของทั้งไทยและมาเลเซียให้มีประสิทธิภาพ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประเทศผู้ใช้ รวมถึงเตรียมความพร้อมให้ห่วงโซ่อุปทานสามารถรองรับกฎหมายหรือมาตรฐานใหม่จากตลาดต่างประเทศได้
นายศันสนะระบุว่า ความร่วมมือจะไม่ได้จำกัดเฉพาะ EUDR แต่ต้องพัฒนาอุตสาหกรรมให้สามารถรองรับ “ทุกมาตรฐาน” หรือ “ทุกกฎหมาย” ที่ประเทศผู้ใช้อาจนำมาใช้ในอนาคต
อีกประเด็นที่ถูกนำเข้าหารือคือ “ต้นทุนความยั่งยืน” ซึ่งต้องพิจารณาทั้งภาระของผู้ประกอบการและผลประโยชน์ของเกษตรกรรายย่อย เพื่อให้ต้นทุนที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทานสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และไม่กลายเป็นภาระตกอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
คณะทำงานทั้ง 2 ด้านจะถูกออกแบบให้มีโครงสร้างกระชับและยืดหยุ่น พร้อมกำหนดกิจกรรม กรอบเวลา และผลลัพธ์ที่คาดหวังอย่างชัดเจน เพื่อให้ความร่วมมือเดินจากระดับนโยบายไปสู่การดำเนินงานจริง
ปูทางมาตรฐานเดียวกันไทย-มาเลย์
อีกเป้าหมายของความร่วมมือระหว่าง กยท. และ MRB คือการพัฒนาอุตสาหกรรมยางของทั้งสองประเทศให้มีมาตรฐานสอดคล้องกันมากขึ้น โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าสินค้า และยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
กยท. ระบุว่า บทบาทของไทยจะครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยความร่วมมือกับ MRB จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และวางกิจกรรมร่วมกันภายใต้กรอบทวิภาคี
สำหรับข้อหารือกับ MARGMA หลังจากนี้ กยท. จะติดตามประเด็นคุณภาพร่วมกับคู่ค้าไทยและมาเลเซีย พร้อมรวบรวมฐานข้อมูลมาตรฐานและงานวิจัยที่มีอยู่ เพื่อเตรียมจัดประชุมหารือเฉพาะด้าน หรือ Technical Discussion
อย่างไรก็ตาม ก่อนจะพัฒนาไปสู่การทำความตกลงหรือพันธกรณีโครงการร่วม กยท. จะต้องศึกษาความเป็นไปได้ ขอบเขตอำนาจหน้าที่ และข้อจำกัดทางกฎหมายก่อน เพื่อให้ความร่วมมือสามารถดำเนินการได้จริง
ไทยรับเจ้าภาพ ANRPC ดันเกมสู่ระดับโลก
หลังวางฐานความร่วมมือกับมาเลเซีย ไทยยังเตรียมขยับบทบาทเข้าสู่เวทีประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ โดย กยท. หารือกับสำนักงานเลขาธิการสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ หรือ Association of Natural Rubber Producing Countries (ANRPC) เพื่อเตรียมการประชุมประจำปี ANRPC Annual Meeting 2026
ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระหว่างวันที่ 23-24 พฤศจิกายน 2569 ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ภายใต้หัวข้อ “Building a Resilient Competitive and Sustainable Global Natural Rubber Industry” ซึ่งจะมุ่งหารือการสร้างอุตสาหกรรมยางธรรมชาติที่มีความยืดหยุ่น แข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืน
ประเด็นที่จะนำเข้าสู่เวทีครอบคลุมทั้งสถานการณ์และแนวโน้มอุตสาหกรรมยางธรรมชาติ ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้า การวิจัยและพัฒนา ความยั่งยืน รวมถึงความท้าทายใหม่ที่กระทบต่อประเทศผู้ผลิต
นายศันสนะระบุว่า การที่ประเทศไทยได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพถือเป็นโอกาสในการแสดงบทบาทและศักยภาพในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกยางธรรมชาติสำคัญ รวมถึงใช้เวทีดังกล่าวผลักดันแนวทางความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในระยะยาว
จาก “ขายยาง” สู่ “คุมมาตรฐานห่วงโซ่”
หากมองภาพรวม การขยับของ กยท. รอบนี้สะท้อนการเปลี่ยนโจทย์ของอุตสาหกรรมยางไทยจากการเน้นตลาดและปริมาณส่งออก ไปสู่การบริหารทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ความมั่นคงของวัตถุดิบ คุณภาพ มาตรฐาน การตรวจสอบย้อนกลับ ต้นทุนความยั่งยืน ไปจนถึงความเสี่ยงจากกฎการค้าใหม่
โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเซียที่มีลักษณะเชื่อมโยงกันโดยตรง ไทยเป็นฐานวัตถุดิบน้ำยางธรรมชาติ ขณะที่มาเลเซียเป็นฐานอุตสาหกรรมถุงมือยางปลายน้ำ การรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่นี้จึงขึ้นอยู่กับมากกว่าราคา แต่รวมถึงคุณภาพ ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ และการตอบโจทย์กฎหมายของตลาดผู้ซื้อ
โจทย์ต่อจากนี้จึงอยู่ที่ว่า กรอบความร่วมมือที่วางไว้ทั้งกับ MARGMA และ MRB จะสามารถเปลี่ยนไปสู่กลไกที่จับต้องได้เร็วเพียงใด โดยเฉพาะมาตรฐานน้ำยาง ระบบ Traceability และแนวทางลดความผันผวนของราคา ก่อนที่ไทยจะใช้เวที ANRPC ปลายปีนี้เชื่อมประเด็นดังกล่าวเข้าสู่ความร่วมมือในระดับประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ