ยางไทยเร่งเกม ‘AI-นวัตกรรม’ สกัดโรคใบร่วง-เพิ่มมูลค่าปลายน้ำ
อุตสาหกรรมยางพาราไทยกำลังถูกยกระดับการบริหารจัดการทั้ง “ต้นน้ำ-ปลายน้ำ” หลังการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เดินหน้าวางระบบรับมือโรคใบร่วงเชิงรุก ตั้งคณะทำงานเชื่อมข้อมูลจากพื้นที่ทั้ง 7 เขต พร้อมดึง AI และ Data Analytics ประเมินความเสี่ยงจากสภาพอากาศและแจ้งเตือนล่วงหน้า 2-3 เดือน ขณะเดียวกันยังเร่งต่อยอดงานวิจัยและต้นแบบผลิตภัณฑ์ยางพาราไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตและสร้างโอกาสรายได้กลับไปยังเกษตรกร
การขยับครั้งนี้สะท้อนทิศทางการบริหารภาคยางที่ไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจากโรคระบาดเพียงอย่างเดียว แต่พยายามเชื่อมการรักษาผลผลิตต้นน้ำเข้ากับการสร้างมูลค่าเพิ่มปลายน้ำ โดยมีทั้งระบบข้อมูล การเฝ้าระวังโรค งานวิจัย เทคโนโลยี และการสร้างนวัตกรรุ่นใหม่เป็นเครื่องมือสำคัญ
ตั้งวอร์รูม 7 เขต-ปิดช่องข้อมูลโรคใบร่วง
นายเบญจพล นาคประเสริฐ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กยท.ได้ประชุมเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการโรค และยกระดับมาตรฐานผลผลิตและผลิตภัณฑ์ยางพารา เพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันและสนับสนุนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
โดยได้ตั้งคณะทำงานด้านการบริหารจัดการโรคและยกระดับมาตรฐานผลผลิตยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพารา เพื่อแก้ไขปัญหาโรคใบร่วงในระดับภายใน กยท. ควบคู่ไปกับคำสั่งของกระทรวงเกษตรฯ
โครงสร้างการทำงานจะเชื่อมข้อมูลจาก กยท.ทั้ง 7 เขต ผ่านระบบประชุมทางไกล พร้อมจัดทำข้อมูลเฝ้าระวังประจำวัน เพื่อให้การรายงานสถานการณ์และการตัดสินใจทำได้รวดเร็วขึ้น
ขณะเดียวกัน กยท.เขตและจังหวัดจะต้องตรวจสอบและกำกับการสำรวจพื้นที่ระบาด รวมถึงประสานกับสำนักงานเกษตรอำเภอและจังหวัด เพื่อพิสูจน์และยืนยันความเสียหายจริงอย่างรัดกุม ก่อนนำข้อมูลเข้าสู่มาตรการบริหารจัดการ
AI เตือนเสี่ยงล่วงหน้า 2-3 เดือน
หัวใจของมาตรการเร่งด่วน หรือ Quick Win คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเปลี่ยนการรับมือโรคจาก “เกิดแล้วแก้” ไปสู่การเฝ้าระวังล่วงหน้า
กยท.เตรียมนำ AI และ Data Analytics มาประมวลผลข้อมูลจากสถานีวัดอากาศและสถานีตรวจวัดสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ โดยติดตามทั้งค่าความชื้นสัมพัทธ์และปริมาณน้ำฝนแบบ Real-time เพื่อวิเคราะห์ระดับความเสี่ยงต่อโรคใบร่วง
ระบบดังกล่าวตั้งเป้าให้สามารถแจ้งเตือนความเสี่ยงล่วงหน้าได้ประมาณ 2-3 เดือน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีเงื่อนไขเหมาะสมต่อการเกิดโรค เพื่อให้เจ้าหน้าที่และเกษตรกรสามารถเตรียมมาตรการป้องกันก่อนการระบาดรุนแรง
ด้านการป้องกันและรักษา กยท.จะเน้นการใช้ชีวภัณฑ์ เช่น บาซิลลัส ซับทิลิส และไตรโคเดอร์มา รวมทั้งใช้โดรนเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลพื้นที่ ส่วนสารเคมีจะใช้เฉพาะในช่วงเริ่มต้นของการเกิดโรคตามแนวทางที่กำหนด
ดึง ม.อ.-บพท. ฟื้นสวนยางใต้
ส่วนมาตรการฟื้นฟูหลังเกิดโรคจะเน้นการใช้สารชีวภัณฑ์ ปุ๋ยอินทรีย์ และการปรับปรุงโครงสร้างดิน เพื่อช่วยให้ต้นยางกลับมาแข็งแรงและสร้างผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง
โดยมีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ บพท. เป็นหน่วยงานหลักในการวิจัยและทดสอบแนวทางในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรง โดยเฉพาะภาคใต้ตอนล่าง
สิ่งที่น่าสนใจคือ กยท.เตรียมเปลี่ยนวิธีวัดผลการแก้โรคใบร่วง จากเดิมที่ใช้ “พื้นที่ระบาดลดลง” เป็นตัวชี้วัดหลัก ไปสู่การพิจารณาจาก “ปริมาณผลผลิตยางพาราในภาพรวมของประเทศ”
นายเบญจพลระบุว่า แนวทางดังกล่าวจะสะท้อนผลสัมฤทธิ์ของการแก้ปัญหาได้ชัดเจนกว่า เพราะเป้าหมายปลายทางไม่ใช่เพียงให้พื้นที่โรคลดลง แต่ต้องทำให้ต้นยางสามารถฟื้นตัวและกลับมากรีดสร้างผลผลิตได้
เปลี่ยนโจทย์จาก “คุมโรค” เป็น “รักษาผลผลิต”
การเปลี่ยนตัวชี้วัดจึงมีความสำคัญต่อทิศทางการบริหารสวนยาง เพราะหากใช้เฉพาะพื้นที่ระบาดเป็นตัวตั้ง การลดจำนวนพื้นที่ที่ตรวจพบโรคอาจยังไม่สะท้อนความสามารถในการสร้างรายได้ของสวนยาง
แต่หากวัดจากผลผลิต จะทำให้การประเมินครอบคลุมตั้งแต่การเฝ้าระวัง การรักษา การฟื้นต้นยาง ไปจนถึงความสามารถในการกลับมากรีดได้จริง
กยท.จึงวางมาตรการ Quick Win ให้ครอบคลุมทั้งวงจร ตั้งแต่เฝ้าระวัง ป้องกัน รักษา และฟื้นฟู โดยมีข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นฐานในการตัดสินใจมากขึ้น
อีกขาเร่งสร้างมูลค่า “ปลายน้ำ”
ขณะที่ฝั่งต้นน้ำเร่งรักษาผลผลิต กยท.ยังเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มจากยางพาราผ่านโครงการสร้างนวัตกรรุ่นใหม่เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านยางพารา ปี 2569
นายศันสนะ สุริยะโยธิน รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายพัฒนาศักยภาพนักวิจัยและนวัตกรรุ่นใหม่ ให้สามารถคิดค้นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงสร้างความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาครัฐ และเอกชน
โครงการเปิดกว้างตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา ไปจนถึงนวัตกรระดับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมีทีมผ่านเข้าสู่กระบวนการพัฒนาผลงาน 10 ทีม ก่อนนำต้นแบบเข้าสู่กิจกรรม Demo Day ให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะ
เป้าหมายไม่ใช่เพียงการประกวดต้นแบบ แต่ต้องการให้ผลงานสามารถพัฒนาไปสู่การใช้งานจริง และเพิ่มโอกาสต่อยอดเชิงพาณิชย์
ปั้นนวัตกร 3 ระดับ
ผลการประกวดปี 2569 แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ นักเรียน อุดมศึกษา และภูมิปัญญาท้องถิ่น
ระดับนักเรียน รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม “รวมคนหล่อ ซล.” จากโรงเรียนเซนต์หลุยส์ ฉะเชิงเทรา รองชนะเลิศอันดับ 1 ทีม “ยางยิงเยาปั๊กกะเป่ายิ้งฉุบ” จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี และรองชนะเลิศอันดับ 2 ทีม “เสือซุ่มคืนค่า” จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี
ระดับอุดมศึกษามีทีม PASsion RPT และ Para Shield จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้รับรางวัลชมเชย
ส่วนระดับภูมิปัญญาท้องถิ่น รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม One Rubber Leaf รองชนะเลิศอันดับ 1 ทีม EcoSound Panel และรางวัลชมเชย ทีม BANANA DAM จากชุมชนบ้านคะแนง
จากรักษาต้นยาง สู่เพิ่มมูลค่ายางไทย
นายศันสนะระบุว่า การพัฒนานวัตกรรมจากยางพาราเป็นการต่อยอดจากการเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบ ไปสู่การนำยางพาราไปใช้ประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจในวงกว้างขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดมีเป้าหมายเพิ่มโอกาสสร้างรายได้อย่างยั่งยืนแก่เกษตรกรชาวสวนยาง
เมื่อพิจารณาการขับเคลื่อนทั้งสองด้าน จะเห็นทิศทางของ กยท.ที่พยายามปิดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง คือโรคใบร่วงที่กระทบต่อความแข็งแรงและผลผลิตของต้นยาง ขณะเดียวกันก็เร่งเปิดทางสร้างมูลค่าใหม่จากผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมปลายน้ำ
โจทย์สำคัญต่อจากนี้จึงอยู่ที่ว่า ระบบ AI และการเชื่อมข้อมูลทั้ง 7 เขตจะสามารถเปลี่ยนเป็นการเตือนภัยที่ใช้ได้จริงในสวนยางได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงต้นแบบจากโครงการนวัตกรจะสามารถข้ามจาก “เวที Demo Day” ไปสู่สินค้าและผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้กี่โครงการ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าการยกระดับอุตสาหกรรมยางจากต้นน้ำถึงปลายน้ำสามารถสร้างผลลัพธ์กลับไปถึงเกษตรกรได้จริงหรือไม่