“นิพนธ์” ชงรื้อระบบบริหารน้ำ ดึงมืออาชีพคุมถาวร แก้เจ้าพระยาท่วมซ้ำทุกปี
“นิพนธ์ พัวพงศกร” ชี้น้ำท่วมซ้ำซากสะท้อนปัญหาใหญ่ระบบบริหารจัดการน้ำไทย ขาด “ทีมมืออาชีพ” ทำงานเต็มเวลาและต่อเนื่อง เสนอรวมผู้เชี่ยวชาญผังเมือง-พยากรณ์-วิศวกรรม-ฟลัดเวย์-ระบายน้ำ ทำแผนเดียวกัน พร้อมยกระดับระบบข้อมูลเตือนภัยและประเมิน Loss and Damage เตรียมระดมสมองต้นเดือน ธ.ค. โฟกัสลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างตั้งแต่นครสวรรค์ลงมา ก่อนจัดทำข้อเสนอเผยแพร่ต่อสาธารณะ หวังแก้ปัญหาพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพระนครศรีอยุธยาที่เผชิญน้ำท่วมทุกปี
ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น เห็นว่าถึงเวลาต้องกลับมาทบทวนระบบบริหารจัดการน้ำของประเทศ เพราะปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการระบายน้ำหรือการจัดสรรงบประมาณ แต่เป็นเรื่องของ “ระบบ” ที่ต้องมีแผนชัดเจนและมีบุคลากรมืออาชีพรับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันการจัดการน้ำยังมีลักษณะทำงานแยกส่วน ทั้งที่การรับมือน้ำท่วมจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้หลายด้านร่วมกัน ตั้งแต่นักผังเมือง นักพยากรณ์ วิศวกร ผู้เชี่ยวชาญด้านทางน้ำหลาก (Floodway) ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการระบายน้ำ เพื่อร่วมกันมองปัญหาเป็นภาพเดียวและออกแบบระบบบริหารจัดการที่เชื่อมโยงกัน
“ระบบบริหารจัดการน้ำต้องเป็นระบบมืออาชีพ” โดยต้องมีผู้รับผิดชอบทำงานเต็มเวลาและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฝ่ายการเมืองควรทำหน้าที่กำหนดนโยบายในระดับบน ไม่ควรเข้ามาทำหน้าที่แทนผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ
ดร.นิพนธ์ตั้งข้อสังเกตว่า กลไกที่มีลักษณะ “เฉพาะกิจ” เป็นจุดอ่อน เพราะเมื่อเกิดปัญหาจึงตั้งบุคลากรขึ้นมารับมือ แต่เมื่อสถานการณ์สิ้นสุดต่างฝ่ายต่างกลับไปทำหน้าที่เดิม เมื่อเกิดน้ำท่วมรอบใหม่อาจเปลี่ยนเป็นบุคลากรชุดใหม่ ส่งผลให้องค์ความรู้ ประสบการณ์ และบทเรียนจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่ถูกสะสมและถ่ายทอดอย่างต่อเนื่อง
สำหรับพื้นที่ที่ควรเร่งทบทวนคือ “ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง” ซึ่งมีพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำ โดยเฉพาะพระนครศรีอยุธยา ซึ่งบางพื้นที่ไม่ได้เพียง “ท่วมบ่อย” แต่เกิดน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี ขณะที่รูปแบบชุมชนและการใช้ประโยชน์ที่ดินเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ระบบทางน้ำและพื้นที่รองรับน้ำในอดีตอาจไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ในปัจจุบัน
ดังนั้น การแก้ปัญหาไม่ควรเริ่มต้นจากคำถามว่าจะใช้งบประมาณเท่าใด แต่ต้องเริ่มจากการจัดทำ “แผน” ก่อนว่า ประเทศต้องการระบบบริหารจัดการน้ำแบบใด ผังเมืองต้องเปลี่ยนอย่างไร พื้นที่ใดควรเป็น Floodway และจะจัดการพื้นที่รับน้ำอย่างไร
“อย่าเพิ่งไปว่าเรื่องงบก่อน ว่าเรื่องแผนก่อน ว่าคิดจะทำหรือเปล่า…ต้องมีแผน แล้วต้องมีมืออาชีพดูแล” ดร.นิพนธ์กล่าว
อีกเรื่องที่ต้องยกระดับคือระบบข้อมูลและการเตือนภัย โดยข้อมูลระดับน้ำควรมีความละเอียด เป็นปัจจุบัน และเปิดให้ประชาชนเข้าถึง เพื่อให้ประชาชนสามารถประเมินความเสี่ยงและเตรียมรับสถานการณ์ได้ ไม่ใช่มีข้อมูลอยู่ในระบบราชการแต่ประชาชนไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์และเตือนภัย เช่น โดรนและ LiDAR ซึ่งสามารถสำรวจระดับความสูงของพื้นที่ได้อย่างละเอียด โดยมีการนำไปทดลองใช้ในบางพื้นที่แล้ว แต่โจทย์สำคัญคือต้องพัฒนาจากการทำงานเป็นจุด ๆ ไปสู่ระบบที่ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยง
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยควรมีระบบประเมิน “Loss and Damage” หรือความสูญเสียและความเสียหายจากน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ โดยต้องประเมินมูลค่าความเสียหายตามความเป็นจริง ครอบคลุมทั้งชีวิตและทรัพย์สิน บ้านเรือน เวลาที่สูญเสีย การขนส่ง ตลอดจนรายได้ของภาคธุรกิจ ไม่ควรประเมินเฉพาะผลกระทบต่อ GDP เพราะข้อมูลดังกล่าวจะเป็นฐานสำคัญในการออกแบบมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และระบบประกันภัย
ดร.นิพนธ์กล่าวว่า เคยมีประสบการณ์ร่วมประเมินความเสียหายภาคเกษตรภายหลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ภายใต้การสนับสนุนของธนาคารโลก ซึ่งในขณะนั้นมีการแบ่งทีมประเมินทั้งภาคเกษตร สิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมและโรงงาน ทำให้สามารถประเมินมูลค่าความสูญเสียในแต่ละด้านได้ แต่หลังจากนั้นไม่ได้มีการดำเนินงานในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
สำหรับขั้นตอนต่อไป ดร.นิพนธ์เตรียมระดมผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาในช่วงต้นเดือนธันวาคม เพื่อร่วมกันวางกรอบว่าระบบบริหารจัดการน้ำควรปรับอย่างไร โดยจะต่อยอดจากงานที่เคยดำเนินการหลังเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ และรอบนี้จะเน้นศึกษาพื้นที่ “ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง” ตั้งแต่นครสวรรค์ลงมาเป็นลำดับแรก
ข้อเสนอที่ได้จะนำเสนอต่อสาธารณะ เพื่อให้เกิดการผลักดันให้ภาครัฐนำไปศึกษาและดำเนินการต่อ โดยดร.นิพนธ์เห็นว่า หากยังไม่มีระบบที่สะสมองค์ความรู้ มีทีมมืออาชีพรับผิดชอบ และนำประสบการณ์จากน้ำท่วมแต่ละครั้งกลับมาทบทวนแผน ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากก็จะยังเกิดขึ้นต่อไป