วิรไท ประธานทีดีอาร์ไอ ชี้ปัจจัยความไม่มั่นคงคนไทย แนะปฏิรูปภาครัฐ-แก้ความเหลื่อมล้ำ
ทีดีอาร์ไอ จัดงาน “ความ (ไม่) มั่นคงของคนไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน ดร.วิรไท ประธานทีดีอาร์ไอ ปัจจัยคนไทยไม่มั่นคง หางานยาก เหลื่อมล้ำสูง การศึกษาไม่มีประสิทธิภาพ นักการเมืองสนใจการเมืองมากกกว่าบ้านเมือง
ที่สามย่านมิตรทาวน์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้จัดงาน TDRI Annual Public Conference 2026 ภายใต้หัวข้อ “ความ (ไม่) มั่นคงของคนไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน” โดยนายวิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการทีดีอาร์ไอ ปาฐกถาเปิดงานตอนหนึ่งว่า
คำถามสำคัญคือทำไมคนไทยจำนวนมากกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในชีวิต ทั้งที่เศรษฐกิจไทยโดยรวมยังขยายตัวได้ การลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และคุณภาพชีวิตของเราก็ดีขึ้น คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ และคนไทยรุ่นใหม่ก็มีโอกาสในชีวิตมากขึ้น จากเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงและก้าวกระโดดและโลกที่เปิดกว้าง
ความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิตของคนไทยคงมาจากหลายปัจจัย ซึ่งมีทั้งปัจจัยภายนอกประเทศที่เราควบคุมได้ยาก และปัจจัยในประเทศที่เราควรบริหารจัดการให้ดีขึ้นได้ ถ้าถอยหลังออกมามองในภาพใหญ่ มีอย่างน้อย 3 สาเหตุที่อาจทำให้คนไทยรู้สึกว่าชีวิตไม่มั่นคง
อุตสาหกรรมจ้างงานสูงถดถอย
1.คนไทยจำนวนมากรู้สึกไม่มั่นคงในงาน หางานดี ๆ ได้ยากขึ้น มีความเสี่ยงที่จะตกงานสูงขึ้น และรายได้จากการทำงานไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้เท่าทันกับค่าครองชีพและภาระค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่จะเลี้ยงชีพในวัยชรา การมีงานที่ดีเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงในชีวิต สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกไม่มั่นคงในงาน คงมาจากความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย
ถ้าเราถอยหลังไปช่วง 2-3 ทศวรรษก่อน เวลาที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดี ก็จะหมายถึงภาคการผลิตที่มีการจ้างงานสูงขยายตัวได้ดี คนไทยที่อยู่ในวัยทำงานสามารถหางานที่มั่นคงได้ไม่ยาก และเติบโตก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้ แรงงานที่เข้ามาทำงานในเมืองหรือในเขตอุตสาหกรรมก็มีเงินเหลือพอส่งกลับบ้าน ช่วยกระจายรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัว
แต่ในวันนี้ ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมที่จ้างงานสูงถดถอยลงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง พัฒนาการทางเทคโนโลยีได้ทำให้รูปแบบธุรกิจและรูปแบบการจ้างงานของหลายอุตสาหกรรมเปลี่ยนไป อุตสาหกรรมการผลิตหันมาใช้หุ่นยนต์มากขึ้น ภาคบริการ เช่น ธนาคาร หรือสื่อมวลชน ใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีแทนที่พนักงาน การลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้นก็กระจุกตัวในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง จ้างงานจำนวนจำกัด
ทั้งนี้ ยังไม่รวม AI ที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด และจะสามารถทดแทนเด็กจบใหม่และคนในวัยทำงานจำนวนมากได้ด้วยผลผลิตภาพที่สูงกว่า
นอกจากนี้ ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม หรือ SMEs ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น จากทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ที่ได้เปรียบทุกด้าน และสินค้าราคาถูกที่ทะลักเข้ามาจากต่างประเทศ SMEs เป็นแหล่งจ้างงานกลุ่มใหญ่ที่สุดของคนไทย ถ้า SMEs ไม่สามารถแข่งขันได้ ต้องปิดกิจการลง หรือมีกำไรน้อยลง ก็ยากที่ลูกจ้างของ SMEs จะรู้สึกมั่นคงในงาน หรือคาดหวังว่าจะมีรายได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต
ความเหลื่อมล้ำรุนแรง การศึกษาไม่มีประสิทธิภาพ
2.สาเหตุที่อาจทำให้คนไทยรู้สึกว่าชีวิตไม่มั่นคง คงเป็นเพราะการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยมีลักษณะเป็นรูปตัว K ที่ขาบนกับขาล่างห่างกันมากขึ้น ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเป็นปัญหาใหญ่ที่ยังไม่ได้ถูกแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ทรัพย์สิน หรือโอกาส ระบบการศึกษาของภาครัฐที่เคยเป็นบันไดทางสังคมให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าเป็นระบบที่ใช้งบประมาณสูง แต่ก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้เท่าทันกับโลกยุคใหม่
ถ้ามองไปในอนาคต ความเหลื่อมล้ำมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้น เพราะความท้าทายต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในโลกจะส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนแต่ละกลุ่มต่างกัน โดยจะส่งผลกระทบรุนแรงกับกลุ่มคนด้อยโอกาส คนที่มีรายได้น้อย มีทรัพย์สินน้อย และคนที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่สามารถปรับตัวให้เท่าทันกับความท้าทายใหม่ ๆ ได้ คนเหล่านี้คือคนตัวเล็กตัวน้อยที่เป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมไทย
คนตัวเล็กภูมิคุ้มกันต่ำ
ดร.วิรไท กล่าวว่า เราปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกครั้งที่เกิดวิกฤต หรือโดนแรงกระแทกจากภายนอก ความมั่นคงในชีวิตของคนตัวเล็กตัวน้อยจะถดถอยลงอีก เพราะคนกลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกันต่ำ ไม่สามารถล้มแล้วลุกขึ้นเองได้เร็ว ทุกวิกฤตที่เกิดขึ้นจะยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเพิ่มสูงขึ้น
เห็นได้จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นมากตามราคาปุ๋ยและราคาพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง หรือการปิดกิจการของโรงงานที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า เหตุการณ์เหล่านี้กำลังเกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะหนี้ครัวเรือนสูง และครอบครัวไทยมีขนาดเล็กลง คนไทยพึ่งพาคนในครอบครัวได้น้อยลง และทุกครัวเรือนมีรายจ่ายเพื่อดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น รวมทั้งผู้ที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยเกษียณจำนวนมากมีเงินออมจำกัด ไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงชีพได้ต่อเนื่องในระยะยาว
นักการเมืองสนใจการเมือง มากกว่าบ้านเมือง
3.ที่อาจทำให้คนไทยรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต คิดว่าคงเป็นเพราะคนไทยรู้สึกขาดที่พึ่งหลัก โดยทั่วไป ภาครัฐต้องสร้างความมั่นคงในชีวิตให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะภาครัฐมีทั้งอำนาจรัฐ งบประมาณ และกลไกต่าง ๆ ที่จะดูแลประชาชน สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของคน และนำพาเศรษฐกิจและสังคมไทยให้พัฒนาได้ต่อเนื่อง
แต่ในช่วงที่ผ่านมา มีเหตุการณ์หลายอย่างที่อาจทำให้คนไทยรู้สึกกังวลมากกว่ามีความหวัง หลายคนเชื่อว่าเราพึ่งพาภาครัฐได้น้อยลง ทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นเพราะประสิทธิภาพของภาครัฐที่ถดถอยลง ความรู้ความสามารถของผู้กำหนดนโยบายและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่เท่าทันกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ พฤติกรรมของนักการเมืองที่สนใจแต่เรื่องการเมืองมากกว่าเรื่องบ้านเมืองหรือประโยชน์ของประชาชน
“เหตุการณ์ทุจริตหลายเรื่องทำให้สังคมขาดความไว้วางใจ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่อำนาจของวุฒิสมาชิก ขบวนการบงการสอบเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อิทธิพลเหนือรัฐของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ตลอดจนการเรียกรับสินบนที่ดูจะกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเวลาที่เราต้องขออนุญาตจากหน่วยงานราชการ เรื่องแบบนี้ส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ส่งผลให้แม้แต่คนไทยหรือธุรกิจไทยที่เก่งและมีความสามารถสูงยังถอดใจ” นายวิรไท กล่าว
ฐานะการคลังอ่อนแอ ภาครัฐกลายเป็นพันธการ
ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ที่สำคัญ ฐานะการคลังและวินัยการคลังมีแนวโน้มอ่อนแอลงเรื่อย ๆ ในอดีต ความมั่นคงทางการคลังและวินัยการคลังเคยเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีของเศรษฐกิจไทย แต่ถ้ามองไปในอนาคตแล้ว ฐานะการคลังและวินัยการคลังที่อ่อนแอลง อาจจะเป็นความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคตได้
ในวันนี้ ภาครัฐที่ประชาชนคาดหวังจะเป็นที่พึ่งพิง กลับกลายเป็นพันธนาการฉุดรั้งการปรับตัวให้เท่าทันกับโลกยุคใหม่ ภาครัฐที่ควรจะสร้างความหวังให้กับคนส่วนใหญ่ กลับบั่นทอนความหวัง จนอาจส่งผลให้คนไทยจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าชีวิตไม่มั่นคง
“ผมคิดว่าทั้งเรื่องความไม่มั่นคงในงาน ความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้น และความรู้สึกว่าเราไม่สามารถฝากความหวังหรือพึ่งพาภาครัฐได้ เป็น 3 สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่คิดว่าชีวิตไม่มั่นคง ปัญหาและความท้าทายต่าง ๆ ที่มีผลต่อความมั่นคงในชีวิต ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศเราเท่านั้น
ในเวลานี้กำลังเกิดการประท้วงรุนแรงในหลายประเทศในโลก ความขัดแย้งระหว่างประเทศรุนแรงขึ้น สงครามในหลายพื้นที่ มีแนวโน้มที่จะบานปลาย รัฐบาลหลายประเทศกำลังเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับขึ้นเร็ว สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับฐานะการคลัง นอกจากนี้หลายประเทศกำลังเผชิญกับเอลนีโญที่คาดว่าจะรุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ” นายวิรไท กล่าว
หลายประเทศวิ่งแข่งกับเวลา
นายวิรไทกล่าวว่า ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา กำลังวิ่งแข่งกับเวลา เพื่อบริหารจัดการและตั้งรับความท้าทายเหล่านี้ หลายเรื่องเราต้องการเลนส์ใหม่ในการมองปัญหา ต้องการวิธีคิดใหม่เพื่อหาทางออกที่ไม่ยึดติดกับกรอบเดิม และต้องการวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง
มีหลายตัวอย่างที่น่าสนใจมาก เช่น ในสภาวะที่โลกกำลังแบ่งขั้ว และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น แคนาดาที่เคยพึ่งพิงเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก กำลังเจรจาเข้าเป็นสมาชิกสมทบของสหภาพยุโรป และเร่งขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอินเดียและจีน
ส่วนสหราชอาณาจักรที่ตั้งอยู่ในทวีปยุโรป ได้ขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือที่เรารู้จักกันในนามของ CPTPP เพราะเห็นถึงพลังของประเทศในกลุ่ม CPTPP ซึ่งหลายประเทศเพื่อนบ้านของเราเป็นสมาชิก และกำลังใช้ CPTPP สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
ในสภาวะที่ภูมิอากาศโลกแปรปรวนมากขึ้น บังกลาเทศประสบความสำเร็จในการพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่หลายพันธุ์ที่มีผลผลิตต่อไร่สูงกว่าข้าวไทยมาก ทนต่อน้ำท่วม น้ำเค็ม และน้ำแล้งได้ดีมาก รวมทั้งได้ใช้เทคโนโลยีวางระบบเตือนภัยพิบัติล่วงหน้าอย่างครอบคลุม และเปลี่ยนระบบการให้เงินช่วยเหลือ จากการช่วยเหลือหลังเหตุการณ์ภัยพิบัติ มาเป็นช่วยเหลือก่อนที่ภัยพิบัติจะมาถึง เพื่อให้ประชาชนสามารถตั้งรับภัยพิบัติต่าง ๆ ได้ทัน และสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วหลังจากภัยพิบัติผ่านพ้นไป
ในสภาวะที่เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดดและจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของพวกเราทุกคน อินเดียและสิงคโปร์ได้สร้าง Digital Public Infrastructure หลายเรื่อง เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่ให้ภาคเอกชนสามารถต่อยอดบริการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลายประเทศสนับสนุนการสร้าง Small AIs เพื่อยกระดับผลิตภาพในภาคเกษตรและการศึกษา หลายประเทศปฏิรูประบบการศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถผลิตคนรุ่นใหม่ได้เท่าทันกับความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนในวัยทำงานจนถึงวัยเกษียณ
โครงการ SkillsFuture ของสิงคโปร์ สนับสนุนคนที่มีอายุมากกว่า 25 ปีทุกคน ให้มีโอกาสอัปสกิลและรีสกิลทุกปี ให้สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
ที่สำคัญ หลายประเทศปฏิรูประบบราชการและปฏิรูปกฎหมายล้าสมัยอย่างจริงจัง เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐตอบสนองความต้องการของประชาชนได้รวดเร็ว ไม่ทำงานอยู่ในไซโลของตัวเอง และลดรายจ่ายประจำของภาครัฐ ลดความเสี่ยงด้านการคลังในอนาคต
ในช่วง 2 ปีนี้ เวียดนามปฏิรูประบบราชการขนาดใหญ่ในครอบคลุม ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ ควบรวมกระทรวงจาก 18 กระทรวง เหลือเหลือ 14 กระทรวง ควบรวมจังหวัด จาก 63 จังหวัด เหลือเพียง 28 จังหวัด กับ 6 นครใหญ่ และตั้งเป้าลดจำนวนข้าราชการลงมากกว่าร้อยละ 20 หรือกว่า 250,000 คน ใน 5 ปี ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงการดำเนินการปราบคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่องอย่างจริงจัง
สร้างงานที่ดี-ปฏิรูปภาครัฐ การศึกษา
นายวิรไทกล่าวว่า เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ท่ามกลางความท้าทายต่าง ๆ ที่รุนแรงขึ้น เรายิ่งต้องเร่งสร้างความหวังและความมั่นคงในชีวิตให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งนี้ นโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมต้องให้ความสำคัญกับอย่างน้อย 3 เรื่อง
เรื่องแรก ต้องมุ่งสร้างงานที่ดีให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งหมายถึงเราต้องส่งเสริมและสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจที่จะเป็นตลาดแรงงานสำคัญ เร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่เพิ่มศักยภาพให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs รวมทั้งต้องเร่งเร่งยกระดับคุณภาพ ทักษะ ความรู้ความสามารถของคนกลุ่มต่าง ๆ ให้เท่าทันกับความต้องการของโลกยุคใหม่
เรื่องที่สอง ต้องแก้ไขปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส ต้องเร่งปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปหลักสูตร และการจัดการเรียนการสอน ทำให้การศึกษากลับมาเป็นบันไดทางสังคมที่สำคัญอีกรับหนึ่ง ต้องเพิ่มผลิตภาพภาคเกษตรอย่างจริงจัง ต้องกำกับดูแลการแข่งขันให้เป็นธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ใช้อำนาจเหนือตลาดได้โดยง่าย รวมทั้งต้องปฏิรูประบบสวัสดิการต่างๆ เพื่อให้สามารถดูแลคนตัวเล็กตัวน้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในเรื่องนี้ ขออันเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานไว้ตั้งแต่ปี 2531 ว่าการพัฒนา หมายถึงทำให้มั่นคง ทำให้ก้าวหน้า การพัฒนาประเทศก็ทำให้บ้านเมืองมั่นคง มีความเจริญ ความหมายของการพัฒนาประเทศนี้ก็เท่ากับตั้งใจที่จะทำให้ชีวิตของแต่ละคน มีความปลอดภัย มีความเจริญ มีความสุข พระบรมราโชวาทนี้มีความหมายมาก ความมั่นคงในชีวิตของคนไทยจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อชีวิตของคนไทยแต่ละคน มีความปลอดภัย มีความเจริญ และมีความสุข และในสภาวะที่สังคมไทยเหลื่อมล้ำสูง เราต้องเน้นเป้าหมายของการพัฒนาไปที่ชีวิตของคนไทยแต่ละคน โดยเฉพาะคนตัวเล็กตัวน้อยที่เป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม
ถ้าเราลองใส่เลนส์ใหม่ในการกำหนดนโยบาย เอาความปลอดภัย ความเจริญ และความสุข ของชีวิตของคนไทยแต่ละคนเป็นที่ตั้งแล้ว ผมเชื่อว่าเราจะสามารถลดความเหลื่อมล้ำได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมาก
เรื่องที่สาม ที่ควรให้ความสำคัญ คือ รัฐบาลต้องกล้าปฏิรูปภาครัฐอย่างจริงจัง เพื่อให้ภาครัฐเป็นที่พึ่งและสร้างความหวังให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศได้จริง ต้องเร่งจัดการปัญหาคอร์รัปชั่นทุกระดับ ปฏิรูปกติกาและกฎหมายที่ล้าสมัย เพื่อลดต้นทุนการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจของคนไทย ต้องเพิ่มผลิตภาพของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ลดขนาดและความเป็นไซโลของหน่วยงานภาครัฐ และที่สำคัญ ต้องดูแลฐานะการคลังและรักษาวินัยการคลัง เพื่อป้องกันไม่ให้ฐานะการคลังกลายเป็นความเสี่ยงที่จะนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต
”การสร้างความมั่นคงในชีวิตให้กับคนไทย ในสภาวะที่เรากำลังเผชิญกับความท้าทายหลากหลายด้าน ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย หรือทำได้เร็ว เราต้องมีหลักคิดนำทางที่ถูกต้อง ต้องจัดลำดับความสำคัญ และหวังผลในระยะยาว มากกว่าเน้นผลเพียงช่วงสั้น ๆ แบบควิกวิน“ นายวิรไทกล่าว