เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เลือกบอร์ดประกันสังคมคึก ใช้สิทธิ์พุ่ง 331% นายจ้างทะลุ 500%
News เลือกบอร์ดประกันสังคมคึก ใช้สิทธิ์พุ่ง 331% นายจ้างทะลุ 500%
อัครเดช ซัด ฝ่ายค้านขอซักฟอก 5 วัน มีแต่น้ำ ไม่มีเนื้อ ชี้ 2-3 วันก็พอ หวั่นประชาชนเบื่อ
Politics อัครเดช ซัด ฝ่ายค้านขอซักฟอก 5 วัน มีแต่น้ำ ไม่มีเนื้อ ชี้ 2-3 วันก็พอ หวั่นประชาชนเบื่อ
RX BITEC ฉายเทรนด์ความงาม จัด COSMEX ดัน T-Beauty โกอินเตอร์
Business RX BITEC ฉายเทรนด์ความงาม จัด COSMEX ดัน T-Beauty โกอินเตอร์
Tops นำข้าวกล่อง-ข้าวปั้น MaxValu กลับมาวางขายในสาขาที่ร่วมรายการ
Biz Movement Tops นำข้าวกล่อง-ข้าวปั้น MaxValu กลับมาวางขายในสาขาที่ร่วมรายการ
KIRIN รุกตลาดอาหารเสริมอาเซียน สปริงบอร์ดดีล Blackmores
Business KIRIN รุกตลาดอาหารเสริมอาเซียน สปริงบอร์ดดีล Blackmores
ViNG จับกระแสเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม แจกส่วนลด 50% สำหรับผู้ไปใช้สิทธิ์
Biz Movement ViNG จับกระแสเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม แจกส่วนลด 50% สำหรับผู้ไปใช้สิทธิ์
สันติธาร เผย 2 เวทีไทยเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank ชูบทบาทเชื่อมโลก
Economic สันติธาร เผย 2 เวทีไทยเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank ชูบทบาทเชื่อมโลก
ตีโจทย์ตลาดหุ้นไทยชู ‘TISA-TFFIF’ หนุนออม-ลงทุน
Finance ตีโจทย์ตลาดหุ้นไทยชู ‘TISA-TFFIF’ หนุนออม-ลงทุน
ฉากจบพี่โด้ กับเมสซี่
คุยกับเอกราช ฉากจบพี่โด้ กับเมสซี่
น้ำท่วมลาม Supply Chain จี้รัฐฟื้นฟูทั้งห่วงโซ่ก่อนกระทบส่งออก
Economic น้ำท่วมลาม Supply Chain จี้รัฐฟื้นฟูทั้งห่วงโซ่ก่อนกระทบส่งออก
ดูทั้งหมด

น้ำท่วมลาม Supply Chain จี้รัฐฟื้นฟูทั้งห่วงโซ่ก่อนกระทบส่งออก

11 ต.ค. 2569 | 14:15น.
ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

สถานการณ์น้ำท่วมช่วงปลายเดือนกันยายนกำลังสร้างแรงกระเพื่อมต่อภาคการผลิตมากกว่าความเสียหายในพื้นที่ประสบภัยโดยตรง เมื่อผลกระทบส่งต่อเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่แปลงเพาะปลูก วัตถุดิบ แรงงาน โรงงาน ไปจนถึงการส่งมอบสินค้า โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร หากพื้นที่ผลิตฟื้นตัวไม่ทันหรือไม่สามารถปลูกทดแทนได้ตามกำหนด ผลกระทบอาจปรากฏในช่วงที่โรงงานต้องการวัตถุดิบภายหลัง

ขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs มีข้อจำกัดทั้งเงินทุน การหาวัตถุดิบทดแทน และต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทำให้โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการเร่งฟื้นการผลิต แต่ต้องป้องกันไม่ให้การสะดุดชั่วคราวลุกลามไปสู่การสูญเสียคำสั่งซื้อและลูกค้าในระยะยาว

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ถึงผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมต่อห่วงโซ่การผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรและอาหาร ความเสี่ยงที่อาจต่อเนื่องถึงต้นปี 2570

น้ำท่วมลาม Supply Chain

จากข้อมูลระบุว่า มีผู้ประกอบการได้รับผลกระทบน้ำท่วม 1,315 รายใน 40 จังหวัด ครอบคลุมทั้งโรงงาน SMEs และวิสาหกิจชุมชน และข้อมูลยังอยู่ระหว่างตรวจสอบความซ้ำซ้อน ขณะเดียวกัน มีรายงานโรงงานในนิคมอมตะซิตี้ ชลบุรี หยุดผลิต 34 โรง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขทั้งสองชุดมีขอบเขตข้อมูลแตกต่างกัน สิ่งที่ต้องติดตาม คือ ผลกระทบต่อความต่อเนื่องของการผลิตเพราะปัญหาไม่ได้จำกัดเฉพาะโรงงานที่น้ำเข้าถึง

“สิ่งที่ผมห่วง คือ ผู้ประกอบการมีคำสั่งซื้ออยู่แล้ว แต่ผลิตหรือส่งมอบไม่ทัน เพราะวัตถุดิบเข้าโรงงานล่าช้า พนักงานเดินทางไม่ได้ หรือสินค้าติดอยู่ระหว่างขนส่ง ผลกระทบจึงเกิดได้แม้โรงงานไม่ได้ถูกน้ำท่วมโดยตรง”

สำหรับภาคเกษตรและอาหาร ต้องติดตามผลกระทบต่อเนื่องตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพราะน้ำท่วมพื้นที่เกษตร ไม่ได้หมายความว่าความเสียหายทั้งหมดจะสะท้อนเข้าสู่โรงงานในทันที เพราะหากน้ำลดช้า หรือเกษตรกรไม่สามารถกลับมาปลูกทดแทนได้ตามกำหนด ผลกระทบอาจไปปรากฏในช่วงที่โรงงานต้องการใช้วัตถุดิบในภายหลัง จึงเกิดความเสี่ยงในลักษณะที่แม้โรงงานจะไม่ได้รับความเสียหายและสามารถเดินเครื่องได้ แต่หากวัตถุดิบเข้ามาไม่ทัน การผลิตก็สามารถสะดุดได้เช่นเดียวกัน

จับตา 3 กลุ่มอาหารเสี่ยง

ผมให้น้ำหนักความเสี่ยงเป็นพิเศษใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร โดยกลุ่มแรก คือ อาหารสดและสินค้าที่มีอายุสั้น เช่น ผัก ผลไม้ รวมถึงอาหารทะเลสดหรือแช่เย็น ซึ่งเป็นสินค้าที่มีข้อจำกัดทั้งด้านเวลาและการควบคุมอุณหภูมิ เพราะหากการขนส่งล่าช้า ผลกระทบไม่ได้เกิดเฉพาะต้นทุน แต่กระทบโดยตรงต่อคุณภาพ อายุการจำหน่าย และโอกาสในการส่งออกสินค้า ทำให้การบริหารเวลาตลอดเส้นทางมีความสำคัญมากกว่าสินค้าทั่วไป กลุ่มที่สอง คือ อาหารแปรรูปที่ใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล เช่น ผักผลไม้กระป๋องและแช่แข็ง ซึ่งต้องตรวจสอบลงไปว่าพื้นที่เพาะปลูกที่ได้รับผลกระทบเชื่อมโยงกับโรงงานใด เพราะแม้โรงงานจะพร้อมเดินเครื่อง แต่วัตถุดิบอาจเดินทางเข้ามาล่าช้า มีปริมาณลดลง หรือมีคุณภาพไม่ตรงตามข้อกำหนด ส่วนกลุ่มที่สาม คือ ผู้ประกอบการอาหาร SMEs ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าในแง่เงินทุนและทางเลือกในการบริหารจัดการ ทั้งการซื้อวัตถุดิบทดแทน การเก็บรักษาสินค้า และการเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง จึงจำเป็นต้องทำให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือและบริการที่จำเป็นได้รวดเร็ว

แนะ 4 เรื่องรับมือวิกฤตน้ำ

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวนี้ ภาคเอกชนต้องเร่งปรับตัวอย่างน้อย 4 เรื่อง โดย 1.ตรวจสอบความพร้อมตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ขายวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ โรงงาน จนถึงผู้ขนส่ง เพื่อให้รู้ล่วงหน้าว่าจุดใดมีโอกาสสะดุด และสามารถจัดหาแหล่งสำรองที่ผ่านมาตรฐานได้ทันเวลา 2.เตรียมแผนขนส่งและทางเลือกสำรองให้ชัดเจนก่อนนำสินค้าออกจากโรงงาน โดยเฉพาะสินค้าที่มีข้อจำกัดด้านเวลาและการเก็บรักษา เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าที่ผลิตเสร็จแล้วต้องเสียโอกาสจากปัญหาระหว่างการส่งมอบ

3.สื่อสารกับลูกค้าให้เร็วที่สุด หากประเมินแล้วว่ามีความเสี่ยงต่อการส่งมอบล่าช้า ผู้ประกอบการควรเสนอแผนส่งมอบใหม่ แบ่งส่งสินค้า หรือปรับตารางร่วมกับคู่ค้า เพื่อรักษาความเชื่อมั่น แทนที่จะรอจนถึงกำหนดส่งมอบแล้วจึงแจ้งปัญหา 4.ดูแลแรงงานและเงินทุนหมุนเวียน ทั้งการจัดการเดินทางหรือที่พักชั่วคราวให้พนักงานตามความจำเป็น รวมถึงประเมินเงินสดที่ต้องใช้เพิ่มขึ้นจากการเก็บสินค้านานขึ้น การขนส่งไกลขึ้น หรือการรับชำระเงินที่ล่าช้าออกไป

จี้รัฐ “ฟื้นวัตถุดิบพร้อมโรงงาน”

สำหรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ผมเห็นว่าสิ่งแรกที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ ทำให้การผลิตและการขนส่งกลับมาเร็วที่สุด โดยเร่งระบายน้ำและฟื้นฟูเส้นทางเชื่อมระหว่างแหล่งวัตถุดิบ โรงงาน และจุดส่งออก อีกเรื่องที่ต้องเร่ง คือ สภาพคล่อง ทั้งเงินทุนหมุนเวียน เงินสำหรับฟื้นฟูเครื่องจักร และการปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ โดยเฉพาะ SMEs ที่ยังมีคำสั่งซื้ออยู่ แต่ขาดเงินทุน

“ภาครัฐไม่ควรแยกการช่วยเหลือเกษตรกรออกจากการฟื้นตัวของโรงงาน สิ่งที่ต้องเร่งสำรวจ คือ พืชชนิดใดได้รับความเสียหาย พื้นที่ใดสามารถกลับมาปลูกใหม่ได้เมื่อใด และโรงงานใดจำเป็นต้องใช้วัตถุดิบชนิดนั้นในช่วงเวลาไหน เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงพื้นที่ผลิตเข้ากับผู้ประกอบการที่ต้องการวัตถุดิบได้ ขณะเดียวกัน ต้องช่วยให้เกษตรกรสามารถกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตได้ทันรอบถัดไป การทำให้คำสั่งซื้อที่มีอยู่สามารถเดินหน้าต่อได้ เพราะสำหรับการส่งออก ความเร่งด่วน คือ ทำให้คำสั่งซื้อที่มีอยู่สามารถผลิต ส่งมอบ และเปลี่ยนเป็นรายได้ได้จริง”

เตือนระวังวิกฤตทำเสียลูกค้า

ผลกระทบมีโอกาสต่อเนื่องไปถึงต้นปี 2570 ในบางสินค้าและบางพื้นที่ แต่ยังไม่ควรสรุปว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกรวมตลอดทั้งปี เพราะต้องพิจารณาอย่างน้อย 3 ปัจจัย ปัจจัยแรก คือ ระยะเวลาการฟื้นตัวของการผลิต หากน้ำลดเร็ว ระบบขนส่งกลับมา และสามารถจัดหาวัตถุดิบทดแทนได้ ผลกระทบอาจจำกัดอยู่ในระยะสั้น แต่หากพื้นที่ใดต้องรอปลูกใหม่ ต้องซ่อมเครื่องจักร หรือฟื้นฟูสวน ก็มีโอกาสที่ผลกระทบจะต่อเนื่องข้ามปี ปัจจัยที่สอง คือ ความสามารถในการรักษาลูกค้า ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญ เพราะความเสียหายจากการผลิตล่าช้ากับความเสียหายจากการสูญเสียตลาดมีผลระยะยาวแตกต่างกัน สินค้าที่ส่งช้าแต่ลูกค้ายังรับ อาจเป็นเพียงรายได้ที่เลื่อนออกไป แต่ถ้าลูกค้าย้ายคำสั่งซื้อไปประเทศอื่น ผลกระทบจะยาวนาน

ดังนั้น การเจรจากับคู่ค้าและส่งมอบตามแผนฟื้นฟูจึงสำคัญมาก ส่วนปัจจัยที่สาม คือ การแก้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง หากข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การตรวจสอบ และระบบข้อมูลการขนส่งยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเพียงพอ ปัญหาก็มีโอกาสกลับมาอีกเมื่อปริมาณสินค้าเพิ่มขึ้น

สิ่งสำคัญในเวลานี้ คือ การทำให้เกษตรกร โรงงาน SMEs และผู้ประกอบการตลอด Supply Chain กลับมาผลิตและส่งมอบสินค้าได้เร็วที่สุด พร้อมรักษาความเชื่อมั่นของคู่ค้าเอาไว้

“สิ่งที่ต้องเร่งทำ คือ ป้องกันไม่ให้การสะดุดชั่วคราว กลายเป็นการสูญเสียลูกค้าระยะยาว”