ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังอิหร่านยกระดับโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น หลังอิหร่านยกระดับการโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บมจ.ไทยออยล์ ระบุว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับราคามีดังนี้ ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น หลังหน่วยงานด้านการเดินเรือของสิงคโปร์เปิดเผยว่า เรือบรรทุกสินค้า GFS Pride อับปางลงในช่องแคบฮอร์มุซหลังถูกโจมตี ขณะแล่นผ่านพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติสิงคโปร์อีกลำหนึ่งก็ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีเช่นกัน
นอกจากนี้ ผู้บัญชาการกองทัพเรือกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ยังระบุว่า เรือทุกลำที่ปิดระบบนำทางและระบบระบุตัวตน (Identification System) ขณะสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะถูกจัดเป็น “เป้าหมายที่เป็นภัยคุกคาม” (Hostile Target)และจะถูกตอบโต้อย่างเด็ดขาด ทั้งยังเปิดเผยว่าได้ปฏิบัติการโจมตีเรือพาณิชย์ไปแล้ว 6 ลำเมื่อ วันอาทิตย์ที่ผ่านมา
โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสซื้อขายเมื่อ 14 ต.ค. 2569 อยู่ที่ 95.09 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +0.95 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่ 106.06 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +0.37 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุในรายงานฉบับล่าสุดว่า ตลาดน้ำมันโลกยังมีแนวโน้มตึงตัว โดยคาดว่าตลาดน้ำมันจะยังคงอยู่ในภาวะขาดดุล (Deficit) ไปจนถึงสิ้นปีนี้ แม้ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกมีสัญญาณชะลอตัวลงก็ตาม
ทั้งนี้ IEAประเมินว่า อุปสงค์น้ำมันโลกใน ไตรมาสที่ 4 จะลดลงราว 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยตลอดทั้งปี 2569 มีแนวโน้มปรับลดลง 2.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับปี 2568
กระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคเดือน ก.ย. 69 อยู่ที่ระดับ 3.7% ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ระดับ 3.6% โดยได้รับแรงหนุนจากราคากลุ่มพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ FedWatch Tool ล่าสุดบ่งชี้ว่า ตลาดปรับเพิ่มคาดการณ์ความน่าจะเป็นจากร้อยละ 22 มาอยู่ที่ร้อยละ 30 ว่าธนาคารกลางสหรัฐมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมวันที่ 27-28 ต.ค. 69 นี้ โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะส่งผลกดดันต่อความต้องการใช้น้ำมันในระยะถัดไป
