‘สมิทธ์’ CFO กัลฟ์ กับภารกิจรุก ‘ดาต้าฯ-AI
บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ หรือ GULF ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2569 ว่า นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งกรรมการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน (CFO) และตำแหน่งอื่น ๆ ในบริษัท เนื่องจากมีความจำเป็นต้องไปปฏิบัติภารกิจอื่น โดยมีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค. 2569 พร้อมแต่งตั้ง นายสมิทธ์ พนมยงค์ เข้ารับตำแหน่ง CFO คนใหม่แทน
สำหรับนางสาวยุพาพินเป็นหนึ่งในผู้บริหารคนสำคัญที่ดูแลงานการเงินของกัลฟ์ในช่วงที่บริษัทขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการระดมทุน การบริหารโครงสร้างเงินทุน และการควบรวมกิจการกับ บมจ. อินทัช โฮลดิ้งส์ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2568 และทำให้บริษัทบันทึกกำไรจากการรวมธุรกิจถึง 56,120 ล้านบาท
ขณะที่ก่อนหน้านั้นในปี 2565 กัลฟ์ระดมทุนผ่านหุ้นกู้ได้ 35,000 ล้านบาทตามเป้าหมาย และเปิดขายหุ้นกู้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก นอกเหนือจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ และในปี 2568 บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ปรับเพิ่มอันดับเครดิตองค์กรจาก A+ เป็น AA- และปรับอันดับเครดิตหุ้นกู้จาก A เป็น AA- แนวโน้มคงที่ โดยกัลฟ์ยังได้รับรางวัล Issuer of the Year จากงาน ThaiBMA Best Bond Awards 2025 ส่วนยุพาพินได้รับรางวัล Asia s Best CFO จากงาน Asian Excellence Award 2025
สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2/2569 GULF มีรายได้รวม 50,294 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จาก 40,617 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) 12,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74% จาก 7,101 ล้านบาท ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 18,997 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% จาก 13,432 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่อยู่ที่ 12,446 ล้านบาท ลดลงจาก 63,871 ล้านบาทในไตรมาส 2/2568 เนื่องจากปีก่อนหน้ามีการบันทึกกำไรพิเศษจากการควบรวมกิจการกับ INTUCH จำนวน 56,120 ล้านบาท
โดยกัลฟ์ระบุว่า ผลดำเนินงานที่เติบโตมาจากธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพิ่มขึ้น รวมถึงธุรกิจพลังงานหมุนเวียนที่ทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ ปัจจุบันกัลฟ์มีโครงการโซลาร์และ Solar BESS เปิดดำเนินการแล้ว 12 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,129 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC จำนวน 4,549 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% และกำไรจากธุรกิจนำเข้า LNG จำนวน 450 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 157% ดังนั้น บริษัทคาดว่ารายได้รวมและ EBITDA ปี 2569 จะเติบโตประมาณ 12-15% โดยครึ่งปีหลังมีแผนเปิดโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมประมาณ 700 เมกะวัตต์ พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ในส่วนของประวัติการศึกษาและการทำงานของ “ยุพาพิน” นั้น สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ จาก University of Florida ประเทศสหรัฐอเมริกา และปริญญาตรี สาขาบริหารธุรกิจ การธนาคารและการเงิน จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน (วพน.) หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงของสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) และหลักสูตร Director Certification Program (DCP) ของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย
ยุพาพินเป็นผู้บริหารคนสำคัญของกลุ่มกัลฟ์ โดยดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินของ บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ ก่อนมีบทบาทต่อเนื่องในกลุ่มบริษัทภายหลังการปรับโครงสร้างธุรกิจ นอกจากนี้ยังดำรงตำแหน่งกรรมการและกรรมการบริหารใน บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ ADVANC รวมถึงกรรมการ บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ และ บมจ.ไทยคม มีประสบการณ์ดูแลบริษัทในเครือและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน การลงทุน และโทรคมนาคมมาโดยตลอด
ภายหลังการลาออก มีกระแสข่าวแจ้งว่านางสาวยุพาพินได้รับการทาบทามให้เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอความเห็นชอบและพิจารณาจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ในส่วนของการแต่งตั้งนายสมิทธ์ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง CFO แทนนั้น ก่อนเข้าร่วมงานกับกัลฟ์ นายสมิทธ์เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด ระหว่างปี 2557-2561 และมีบทบาทในองค์กรตลาดทุน ทั้งประธานสมาคมบริษัทจัดการลงทุน กรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และกรรมการคณะกรรมการตลาดเงิน จากนั้นได้ร่วมงานกับบริษัทตั้งแต่ปี 2561 ด้วยประวัติการศึกษาที่ไม่ธรรมดา โดยสำเร็จปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์จาก London School of Economics and Political Science (LSE) ประเทศอังกฤษ ปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์จาก Reed College ประเทศสหรัฐอเมริกา และปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และการมารับตำแหน่ง CFO ครั้งนี้ เป็นภารกิจสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงที่กัลฟ์ขยายการลงทุน ทั้งพลังงาน LNG และธุรกิจ Data Center, Cloud และ AI