สันติธาร : โลกได้อะไรจากเรา แล้วเราได้อะไรจากโลก ? โจทย์ใหญ่ ผ่านเวที IMF–World Bank
สันติธาร เปิดบทเรียน “โอลิมปิกการเงิน” IMF–World Bank ส่องจุดเปราะบางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญพายุซ้อน ดอกเบี้ยสูง หนี้สะสม และความท้าทายของ AI ที่ยังดันเศรษฐกิจได้ไม่เต็มขา
ดร.สันติธาร เสถียรไทย” กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงการคลัง ถ่ายทอดเรื่องราวในการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings หรือ “โอลิมปิกการเงิน” โดยระบุว่า
โลกกำลังเผชิญพายุซ้อนทั้งต้นทุนพลังงาน ดอกเบี้ยสูง และหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การลงทุน AI ยังเข้มข้นเพียงฝั่งโครงสร้างพื้นฐานแต่ยังไม่กระจายสู่การใช้งานจริงเพื่อเพิ่มผลิตภาพในวงกว้าง ท่ามกลางภาวะโลกแบ่งขั้ว ไทยจึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์วางบทบาทเป็น “Trusted Connector” หรือสะพานเชื่อมความร่วมมือระหว่างประเทศโดยไม่ต้องรอชาติใหญ่ รวมถึงเร่งต่อยอดการลงทุนจากต่างชาติให้กระจายประโยชน์ลงสู่ระดับท้องถิ่นและ SMEs ทั้งนี้ การเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยให้ไทยได้เรียนรู้ทิศทางลมของเศรษฐกิจโลก แต่ยังสะท้อนศักยภาพและออพชั่นทางมิตรภาพของไทยที่ได้รับความไว้วางใจในการสร้างบรรยากาศแห่งความหวังร่วมกัน
เนื้อหาทั้งหมดระบุผ่านเฟซบุ๊กดังนี้
หลังจากได้เล่าไปว่าโลกได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับประเทศไทย ผมก็ล้มป่วยไปหนึ่งสัปดาห์ วันนี้จึงอยากกลับมาเล่าอีกด้านหนึ่งบ้างว่า
แล้วเราได้เรียนรู้อะไรจากโลก ?
การเป็นเจ้าภาพประชุม IMF–World Bank Annual Meetings หรือ “โอลิมปิกการเงิน” เป็นโอกาสให้เราได้ฟังว่าขุนพลเศรษฐกิจการเงินทั่วโลกกำลังกังวลอะไร และมองเห็นโอกาสตรงไหน
นอกจากประมาณการเศรษฐกิจปีหน้า เรายังได้จับสัญญาณทั้งจุดเปราะบางที่อาจกลายเป็นวิกฤต และการเปลี่ยนเกมที่อาจพลิกกฎกติกาของโลกอย่างถาวร
จากการได้ช่วยดูแลเนื้อหาฝั่งเจ้าภาพ และแลกเปลี่ยนกับผู้นำหลายท่าน ผมขอรวบสิ่งที่ได้ยินเป็นสองเรื่องใหญ่ เพื่อเป็นประโยชน์ครับ
- จุดเปราะบางของเศรษฐกิจโลก:
“พายุซ้อน กันชนบาง และเดอะแบกที่ยืนขาเดียว”
แม้เศรษฐกิจโลกจะผ่านแรงกระแทกมาได้หลายระลอก แต่การที่ตัวเลขโดยรวมยังดูทนทาน ไม่ได้แปลว่าทุกประเทศ ทุกธุรกิจ และทุกครัวเรือนยังรับไหวเท่ากัน
“พายุซ้อน” คือความเสี่ยงด้านพลังงานและต้นทุนทางการเงิน
ความผันผวนของพลังงานยังเป็นโจทย์ใหญ่ โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้า เพราะกระทบทั้งค่าครองชีพ ต้นทุนการผลิต และภาระรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชน ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นก็อาจทำให้ทั้งภาครัฐและเอกชนมีต้นทุนสูงขึ้นเมื่อต้องกู้ใหม่หรือต่ออายุหนี้เดิม
ในโลกแบบนี้ นักลงทุนและสถาบันจัดอันดับเครดิตเปรียบเหมือนคุณครูที่เข้มงวดขึ้น ประเทศที่นโยบายขาดความน่าเชื่อถือหรือมีความเปราะบางสะสม อาจเผชิญแรงขายในตลาดการเงินและแรงกดดันต่อค่าเงินได้รวดเร็ว สิ่งที่เคยพอปล่อยผ่านได้ในวันที่เงินทุนหาได้ง่าย อาจไม่ผ่านสายตาตลาดในวันนี้
“กันชนบาง” คือหลายประเทศมีกำลังเหลือรับแรงกระแทกน้อยลง
รัฐบาลจำนวนมากมีหนี้และภาระรายจ่ายสะสม ขณะที่ยังต้องเตรียมเงินสำหรับสังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และภัยภูมิอากาศ
เมื่อก่อนเวลาพูดถึงความเปราะบางทางการคลัง เรามักนึกถึงประเทศกำลังพัฒนา แต่รอบนี้ข้อกังวลจำนวนมากกลับพุ่งไปยังเศรษฐกิจพัฒนาแล้วขนาดใหญ่ด้วย ขณะที่บางประเทศซึ่งเคยผ่านวิกฤตรุนแรงกลับเข้มแข็งขึ้น
ฉากหนึ่งที่ผมจำได้จากเวที IMF Global Flagship Debate คือรัฐมนตรีคลังกรีซเล่าถึงการฟื้นความน่าเชื่อถือหลังวิกฤตหนี้ เจ้าตัวเล่าด้วยรอยยิ้มว่า “ปัจจุบันกรีซสามารถกู้ยืมด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่าประเทศขนาดใหญ่บางแห่งเสียอีก”
เรื่องนี้เตือนใจสองด้านพร้อมกัน ประเทศที่เคยอ่อนแอไม่จำเป็นต้องอ่อนแอตลอดไป และประเทศที่เคยแข็งแรงก็ไม่ควรคิดว่าความน่าเชื่อถือเป็นของตาย
AI คือ “เดอะแบกที่ยังยืนขาเดียว”
AI ถูกถกกันอย่างแพร่หลายในฐานะเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญ หลายคนมองว่าแรงลงทุนด้านนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ช่วยให้เศรษฐกิจโลกรับแรงกระแทกจากวิกฤตพลังงานได้ดีกว่าที่คาด
แต่แรงส่งที่เห็นชัดยังมาจาก “ขาแรก” คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่ศูนย์ข้อมูล คลาวด์ ชิปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงพลังงานที่รองรับระบบเหล่านี้ (“All in AI”)
ประเทศและธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่ดังกล่าวได้รับประโยชน์ก่อน ซึ่งไทยก็มีโอกาสอยู่ในหลายส่วน แต่คนอีกจำนวนมากยังไม่รู้สึกถึงแรงส่งเดียวกัน จึงจำเป็นต้องมี “ขาที่สอง” หรือการใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพในเศรษฐกิจวงกว้าง (“AI in All”)
เวที Small AI ของธนาคารโลกชวนให้มองการใช้งานที่จับต้องได้ ตั้งแต่ช่วยเกษตรกรวางแผนการปลูก ช่วยคนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงบริการการแพทย์และความรู้ที่จำเป็น ไปจนถึงช่วยร้านเล็กบริหารยอดขายและต้นทุน อย่าง “นกกระซิบ” ของไทย แต่โจทย์คือจะทำให้คนจำนวนมากเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างไร
เพราะหากการใช้งานไม่ขยายตาม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ก็เสี่ยงจะคล้ายกับการสร้างถนนจำนวนมาก แต่ยังมีคนใช้น้อยเกินกว่าจะคุ้มค่า
- เข้าน่านน้ำใหม่ ต้องระวังอย่าเล่นผิดเกม
เรือที่แข็งแรงอาจผ่านพายุไปได้ แต่หากกำลังเข้าสู่น่านน้ำที่กระแสลม เส้นทางเดินเรือ และกติกาเปลี่ยนไป การเดินตามแผนที่เดิมก็อาจพาเราหลงทาง
เหมือนหลักคิดหนึ่งที่ผมพูดถึงในหนังสือ Future You อยู่บ่อย ๆ ว่า ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแรง ต้องระวัง
“อย่าเล่นผิดเกม”
จากการประชุมรอบนี้ การเปลี่ยนเกมที่เห็นชัดที่สุดคือระเบียบโลกที่แบ่งขั้วและแตกแยกมากขึ้น
ประเทศที่เคยนำความร่วมมือบางเรื่องอาจไม่ได้พร้อมเล่นบทบาทเดิม ประเทศที่เคยดูแข็งแกร่งอาจมีข้อจำกัดมากกว่าที่คิด ขณะที่บางประเทศซึ่งเคยอยู่นอกสายตาอาจมีพลังงาน อาหาร เทคโนโลยี ตลาด หรือจุดแข็งที่โลกกำลังต้องการ
สำหรับไทย นี่คือพื้นที่ของการเป็น ”Trusted Connector“ หรือประเทศที่เสมือนสะพานเชื่อมความร่วมมือได้โดยได้รับความไว้วางใจ โดยอาจเริ่มจากสามแนวทางสำคัญ
หนึ่ง ไม่ต้องรอให้ประเทศใหญ่นำ
ผมชอบที่ท่านรองนายกฯ ของฟินแลนด์กล่าวในเวทีที่ไทยจัดว่า โลกที่แตกแยกไม่ได้หมายความว่าประเทศขนาดกลางและเล็กต้องเป็นเพียงผู้ถูกกระทำ และรอประเทศใหญ่ให้มาช่วย
เราสามารถเริ่มจากจุดแข็งที่มีหรือความท้าทายที่เผชิญ แล้วใช้มันสร้างความร่วมมือและทางเลือกใหม่ให้ประเทศได้
ในการประชุมครั้งนี้ ไทยก็ได้ผลักดันความร่วมมือหลายอย่าง เช่น Bangkok Blueprint ที่เน้นความร่วมมือข้ามพรมแดนเพื่อรับมือการหลอกลวงทางการเงิน และความร่วมมือกับธนาคารโลกด้านเมืองคาร์บอนต่ำ หรือ Low Carbon Cities
เราไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง เพียงแต่ต้องเห็นร่วมกันว่าปัญหาบางอย่างสำคัญพอที่จะลงมือทำร่วมกัน
สอง หาเพื่อนใหม่นอกวง
ความร่วมมือภายในภูมิภาคอย่างอาเซียนยังสำคัญ แต่ในช่วงที่โลกแตกแยก เราควรมองออกไปนอกวงความสัมพันธ์เดิมด้วย เพื่อหาเพื่อนใหม่ที่เผชิญโจทย์คล้ายกัน และกำลังมองหาพันธมิตรเช่นเดียวกับเรา
นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ไทยเปิดพื้นที่ให้ยุโรปกับเอเชียได้พูดคุยกันมากขึ้นในช่วงที่เป็นเจ้าภาพ เพราะยุโรปเองก็กำลังมองหาความร่วมมือใหม่ในเอเชีย ทั้งสองภูมิภาคมีโจทย์ร่วมกัน ตั้งแต่การรักษาความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงด้านพลังงาน ไปจนถึงโอกาสจากเทคโนโลยี จึงเป็นความสัมพันธ์ที่ควรนำไปต่อยอดหลังจบการประชุม
สาม เชื่อมประโยชน์ให้ลงถึงคนในประเทศ
ในวันที่ธุรกิจทั่วโลกต้องการกระจายความเสี่ยง การเชื่อมโยงได้กับหลายประเทศเป็นจุดดึงดูดการลงทุนที่สำคัญ แต่โจทย์ที่หลายประเทศเผชิญคือ เงินลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ขณะที่คนในประเทศยังไม่รู้สึกว่าได้ประโยชน์
เราจึงต้องทำให้เงินลงทุนที่ไหลเข้ามาถูกแปลงเป็นทักษะ งานที่ดีขึ้น และโอกาสของธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ในประเทศ
ดึงดูดการลงทุนจากระดับโกลบอล ต้องเกิดควบคู่กับการสร้างประโยชน์ให้คนระดับโลคอล
การสร้าง Trust ระหว่างประเทศ ต้องเกิดควบคู่ไปกับการสร้าง Trust ในประเทศ
_____________________
ขอปิดท้ายด้วยเรื่องเล็ก ๆ ที่ผมอยากเล่าให้ฟังครับ
ช่วงวันสุดท้าย เจ้าหน้าที่ IMF คนหนึ่งที่ช่วยจัดงานเล่าว่า สิ่งที่ทำให้ทีมประหลาดใจระหว่างรวบรวมข้อสรุปจากการประชุมคือ ทั้งที่โจทย์เศรษฐกิจโลกท้าทายขนาดนี้ บรรยากาศครั้งนี้กลับทำให้รู้สึก “มีความหวัง” รู้สึกว่าปัญหาต่าง ๆ ยังมีทางออกหากเราร่วมมือกัน
เขาบอกว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับการประชุมแบบนี้ และคิดว่าส่วนหนึ่งมาจากบรรยากาศที่ความน่ารักและเอาใจใส่ของคนไทยช่วยกันสร้างขึ้น ซึ่งพวกเราอาจไม่ทันรู้ตัว แต่ผู้มาเยือนสัมผัสได้
ผมฟังแล้วก็รู้สึกว่า นี่อาจเป็นจุดแข็งอีกอย่างที่เราคุ้นเคยจนลืมไปว่ามีค่า
การประชุมครั้งนี้จึงไม่ได้ทำให้เราได้เรียนรู้จากโลกเท่านั้น แต่ยังได้เรียนรู้ว่า “โลกมองเราอย่างไร” เมื่อเขาได้มาสัมผัสวัฒนธรรมไทยและพบคนไทยตัวเป็น ๆ มากกว่ารู้จักผ่านรายงาน
เรื่องนี้ช่วยเตือนผมว่า แม้ในช่วงเวลาที่โลกเผชิญหลายพายุแห่งความไม่แน่นอน จนทำให้มองเห็นทางออกได้ยาก เราไม่ได้เผชิญ ความท้าทายเหล่านี้อยู่คนเดียวและ ประเทศไทยยังมีจุดแข็งให้ต่อยอดอีกมาก
การได้พบกัน รับฟังกัน อาจช่วยให้เราเห็นทางออกที่มองไม่เห็นเมื่อคิดอยู่เพียงลำพัง
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ