ส่งออก “ไก่สด” แข่งเดือด ลุ้นภาษีอียู-ยูเค
ก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศระเบียบการจัดสรรโควตา Regulation (EU) ที่ 2020/1739 สินค้าสัตว์ปีกไทย ภายใต้ตารางผูกพันของอียูภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) โดยให้เทียบกับสถิติการส่งออกสินค้าสัตว์ปีกไทยไปอียู 27 ประเทศและยูเคย้อนหลัง 3 ปี (2560-2562) โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2564 ที่ผ่านมา
สินค้าเนื้อไก่ปรุงสุก แปรรูป อียูจัดสรรให้ปริมาณ 109,441 ตันต่อปี ขณะที่ไทยส่งออกเพียง 59,910.7 ตันต่อปี ส่วนยูเคจัดสรร 66,692 ตันต่อปี ไทยส่งออกเฉลี่ย 153,823.4 ตันต่อปี ส่วนไก่หมักเกลือ อียูจัดสรร 68,385 ตันต่อปี ไทยส่งออกเฉลี่ย 73,024.5 ตันต่อปี
ยูเค จัดสรร 24,225 ตันต่อปี ไทยส่งออกเฉลี่ย 6,888.3 ตันต่อปี และเนื้อเป็ด ห่านแปรรูป อียูจัดสรร 278 ตันต่อปี ไทยส่งออกเฉลี่ย 2,817.5 ตันต่อปี ยูเค จัดสรร 14,432 ตันต่อปี ไทยส่งออกเฉลี่ย 2,105.3 ตันต่อปี
นายคึกฤทธิ์ อารีปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อการส่งออกไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้เอกชนต้องรอติดตามรายละเอียดของข้อตกลงระหว่างอียู-ยูเคว่ากำหนดอัตราภาษีนำเข้าระหว่างกันเป็นเท่าไร เพราะหากอัตราภาษีนำเข้าจากอียูต่ำจะทำให้สินค้าไก่จากผู้ผลิตในอียูที่ส่งเข้าไปแข่งกับไทยในตลาดยูเค มีความได้เปรียบ
โดยเฉพาะโปแลนด์ซึ่งเป็นฐานการผลิตไก่สดที่อยู่ใกล้ยูเค มีค่าขนส่งถูกกว่า ทั้งยังมีความได้เปรียบเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าด้วย
แม้ว่าไทยจะได้รับอัตราภาษีนำเข้าจากยูเคในอัตราที่ต่ำลงมากกว่าที่อยู่อียูครึ่งหนึ่งหรือ 1,200 ยูโรต่อตันเหลือ 600 ยูโรต่อตัน แต่ไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างโดยเฉพาะค่าบาทแข็ง ต้นทุนค่าขนส่งแพง ซึ่งจะทำให้สินค้าไก่สดแข่งขันได้ยาก โดยในแต่ละปีไทยส่งออกไก่สดประมาณ 90,000 ตัน อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตและส่งออกไก่ไทยบางรายมีฐานผลิตในยุโรปตะวันออกก็อาจจะได้เปรียบมากกว่าผู้ผลิตรายอื่น
“โควตาที่ทางกรมการค้าต่างประเทศประกาศออกมานั้นยังเป็นโควตาในฝั่งอียู แต่โควตาในฝั่งยูเคยังไม่ได้มีการประกาศออกมา ตอนนี้ผู้ส่งออกยังคงใช้โควตาเดิมปี 2563 ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่ 1 ก.ค. 2563 จะครบในวันที่ 1 มิ.ย. 2564 ส่งออก ซึ่งทางอียูกับยูเคก็พยายามทำให้สอดรับกับความตกลงดังกล่าว”
อย่างไรก็ตาม ปริมาณโควตาที่ประกาศนั้นเป็น “ปริมาณคงที่” ทุกปี ดังนั้น ไทยต้องเร่งเจรจาเอฟทีเอ เพื่อผลักดันให้การเปิดตลาดได้มากขึ้น รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมไก่ในอนาคต”