เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เสี่ยโรงสีลพบุรี บริจาค “คลังจำนำข้าว” ทำ โรงพยาบาลสนาม

12 ม.ค. 2564 | 19:55น.

หลังหมดยุคจำนำข้าว “โรงสี” ถือเป็นธุรกิจขาลง ที่นับวันมีจำนวนผู้ประกอบการลดลงต่อเนื่อง ผู้ประกอบการหลายรายผันตัวไปทำธุรกิจอื่น ไม่เว้นแม้แต่โรงสีไฟธาราเจริญ จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงสีที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าว 2556/2557 ซึ่งถือเป็นปีสุดท้ายของการดำเนินโครงการรับจำนำก่อนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะก้าวมาบริหารประเทศและปรับนโยบายเป็นการประกันรายได้เกษตรกรแทน

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “นายไตรสิทธิ์ เจริญหิรัญโภคิน” หรือ เฮียเป้ เจ้าของโรงสีไฟธาราเจริญ และคลังสินค้ากิจเจริญทรัพย์ จ.ลพบุรี ผู้ประกอบการที่ตัดสินใจมอบ “คลังสินค้า” 2 หลังในต.โคกตูม ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พิจารณานำไปใช้เป็นโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ในกรณีที่จำเป็น

ธุรกิจเพื่อสังคม

นายไตรสิทธิ์ เล่าว่า สาเหตุที่ตัดสินใจมอบพื้นที่คลังให้กับทางจังหวัด เพราะเราคิดว่าถ้ากรณีมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น เกิดภาวะฉุกเฉิน ไม่มีพื้นที่รองรับ คลังสินค้าที่อยู่ในต.โคกตูม นับว่าเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมในการแปลงเป็นโรงพยาบาลสนาม เพราะอยู่ห่างจากชุมชน และขณะนี้พื้นที่คลังว่างไม่ได้มีการเก็บสินค้า หากจังหวัดต้องการใช้ระยะยาวๆ 5-6 เดือนสามารถทำได้

ล่าสุดทางผู้ว่าฯ แจ้งว่า ขณะนี้สถานการณ์ระบาดในพื้นที่ จ.ลพบุรียังไม่รุนแรง สถานที่ที่เตรียมไว้รองรับผู้ป่วยยังเพียงพอ แต่เราก็ตั้งใจจะเสนอไปเพื่อจะได้เป็นหนึ่งในตัวเลือก

ผันตัวเลิกโรงสีมา 3 ปี

“ก่อนหน้านี้ผมเข้ามารับไม้ต่อธุรกิจจากรุ่นพ่อ ทำโรงสีมา 20-30 ปี ในสมัยนั้นถือเป็นโรงสีขนาดใหญ่ มีกำลังผลิตสีข้าวได้ วันละ 120 ตัน แต่หากเทียบกับโรงสีปัจจุบันที่สีกันหลักพันตัน เราก็คือโรงสีขนาดเล็ก  ตอนนี้หันมาทำธุรกิจโรงเรียนสอนขับรถเลิกการทำธุรกิจโรงสีเมื่อ 3 ปีก่อน ปรับไปเป็นธุรกิจซื้อขายพืช และยังคงให้บริการเช่าพื้นที่คลังกลางที่เคยรับจำนำข้าวไปเป็นคลังสำหรับเก็บสินค้าเกษตรอยู่ โดยมีคลังสินค้าอยู่ใน 2 พื้นที่ ต.ท่าศาลา และต.โคกตูมจังหวัดลพบุรี”

ประสบการณ์หลังร่วมโครงการจำนำปีสุดท้าย

เรามีคลัง 2 หลังที่เข้าร่วมเก็บข้าวในโครงการจำนำปี 2556/2557 ปริมาณหลังละ 80,000 กระสอบ ซึ่งคลังหลักแรกเป็นข้าวเหนียว อีกหลังเป็นข้าวปทุมธานี 5% ซึ่งภายหลังจากหมดโครงการ รัฐบาลก็ตรวจสอบจัดเกรดข้าว โดยหลังที่บรรจุข้าวเหนียวเป็นข้าวเกรดปกติขายได้ ส่วนหลังที่บรรจุข้าวหอมปทุม 5% นี้ถูกจัดเป็นข้าวเกรด C ซึ่งเราได้ร่วมตัวกับโรงสีอีก 8 โรงสี ยื่นเรื่องขอให้ตรวจสอบข้าวใหม่อีกครั้ง เพราะมั่นใจว่าข้าวที่เก็บเป็นข้าวที่มีคุณภาพดี ก็มีการส่งคนมาดูคลัง

และเรายังทำหนังสือขอซื้อข้าวในคลังนั้นคืนจากรัฐ กก.ละ 12 บาท แต่ได้รับการปฏิเสธ เพราะบอกว่าเป็นข้าวเกรด C และนำไปขายเป็นอาหารสัตว์กก.ละ 3 บาท หลังจากรัฐประมูลขายข้าว เกิดส่วนต่างราคา ซึ่งตามหลักเจ้าของคลังกลาง คือ เรา ต้องเป็นคนจ่ายส่วนต่าง

เข้าสู่การดำเนินคดี

ตอนนี้ยังมีการดำเนินคดีค้างอยู่ ในส่วนของเราฟ้ององค์การคลังสินค้า (อคส.) ว่าผิดสัญญาไม่จ่ายค่าเช่าคลัง 40 ล้านบาทและทางอคส.ก็ฟ้องกลับเราว่าเก็บข้าวไม่ได้คุณภาพ คดียังอยู่ในการกระบวนพิจารณา ส่วนคดีอาญาเกี่ยวกับการรับจำนำข้าวอยู่ด้วย

หมดยุคเฟื่องฟูโรงสี

ปัจจุบันการแข่งขันในธุรกิจโรงสีรุนแรงขึ้น เพราะในช่วงที่มีโครงการรับจำนำมีการสร้างโรงสีขึ้นมาเป็นจำนวนมาก โรงสีเฟื่องฟู บ้างก็สร้างมาเฉพาะกิจ เพื่อเข้าโครงการรับจำนำโดยเฉพาะ ธนาคารก็ปล่อยสินเชื่อให้สร้าง แต่ของเรานั้นเป็นการดำเนินธุรกิจเจนที่ 2 ในครอบครัวต่อจากคุณพ่อไม่ได้ทำเพื่อจำนำ ซึ่งจะเห็นว่าคลังกลางของเรามีขนาดเล็กเพียง 2,100 ตร.ม. แต่ถ้าเป็นคลังที่ทำเพื่อเข้าจำนำขนาดใหญ่หลักหมื่นตารางเมตร

ปัจจัยจุดเปลี่ยนธุรกิจโรงสี

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อธุรกิจโรงสี นอกจากเรื่องนโยบายการรับจำนำข้าวแล้ว ยังมีสภาพธุรกิจจากปัจจัยเรื่องพฤติกรรมการทำนา พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยน ผู้จะประกอบธุรกิจโรงสีก็ต้องปรับตัว บ้างก็ต้องต่อยอดไปทำธุรกิจส่งออก หรือธุรกิจข้าวถุง ก็จะสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้