เปิดจดหมาย กกร.ยื่นถึงนายกฯ กระทุ้งลดค่าไฟงวด 3 ชี้ 5 เหตุผลที่ค่าไฟควรลดลง

ค่าไฟ

เปิดจดหมาย กกร.ยื่นถึงนายกฯ กระทุ้งลดค่าไฟงวด 3 ชี้ 5 เหตุผลที่ค่าไฟควรลดลง พร้อมขอยื่นหนี้ กฟผ. 5 งวด เป็น 6 งวด ช่วยให้ค่า Ft ลดลงอีก 10 สตางค์

วันที่ 14 กรกฎาคม 2566 คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ยื่นหนังสือเรื่อง ข้อเสนอแนวทางการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft) งวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2566 ต่อนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

โดยระบุว่า ภายหลังจากการจัดประชุม กกร. เดือนกรกฎาคม เมื่อวันพุธที่ 5 กรกฎาคม 2566 และได้มีการพิจารณา เรื่อง “แนวทางการปรับค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า Ft) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้า งวดที่ 3 ในรอบเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2566” โดย กกร.มีความกังวลต่อภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนและผู้ประกอบการที่ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ที่จะส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ

ซึ่งหากพิจารณาจากปัจจัยที่นำมาคำนวณค่า Ft แล้ว พบว่ามีหลายประเด็นสนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถพิจารณาปรับลดค่า Ft ในงวดที่ 3 ได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1) ปริมาณก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยที่ทยอยปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากแหล่งเอราวัณที่เพิ่มปริมาณจาก 200 MMSCFD/วัน เป็น 400 MMSCFD/วัน ในเดือน ก.ค. 2566 และมีแผนที่จะเพิ่มเป็น 600 MMSCFD/วัน ภายในเดือน ธ.ค. 2566 ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการนำเข้า LNG ได้

2) ปริมาณการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ลดลงเหลือ 41% จากเดิมที่มีการนำเข้า LNG มาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่ 47%

3) ราคา LNG Spot ที่นำเข้ามาผลิตไฟฟ้าลดลงประมาณ 30% จากงวดที่ 2 ในเดือน พ.ค.-ส.ค. ที่ราคาประมาณ 20 USD/MMBTU มาอยู่ที่ประมาณ 14 USD/MMBTU

4) ราคาพลังงานโลกมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลทำให้ความต้องการใช้พลังงานลดลง

5) ภาระหนี้ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทั้งงวดที่ 1 และงวดที่ 2 ลดลงเร็วกว่าแผน ด้วยต้นทุนจริงของ LNG ที่ต่ำกว่าที่เรียกเก็บค่า Ft ทั้ง 2 งวดที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าในระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันต้นทุนค่าไฟฟ้าในช่วงนี้ แต่จากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ด้านการเงินมองว่าจะเป็นการอ่อนค่าในระยะสั้นและจะมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นภายในปลายปีนี้

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในฐานะผู้แทนภาคเอกชน เห็นว่าการที่อัตราค่าไฟฟ้าของประเทศไทยยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง นักลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุน รวมทั้งกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

กกร.จึงขอนำเสนอข้อเสนอแนวทางการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft) งวดที่ 3 ในรอบเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2566 ดังนี้

1) ขอให้พิจารณาขยายเวลาการคืนหนี้ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จาก 5 งวด เป็น 6 งวด เพื่อให้ค่า Ft ลดลงอีก ~10 สตางค์/หน่วย ซึ่ง กฟผ.จะได้รับเงินคืนครบภายในเดือนสิงหาคม 2568

2) ขอให้มีการบูรณาการในการจัดหาเชื้อเพลิง LNG โดยมอบหมายผู้นำเข้าหลักเพียงรายเดียวในการจัดหา (One Team) เพื่อเป็นการสกัด Demand เทียมจากผู้ส่งสินค้า (Shipper) หลายรายที่เข้ามาจัดหาในตลาด สำหรับนำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าในงวดที่ 3 เพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสมตามกลไกตลาดและไม่ให้ประเทศเสียเปรียบ โดยจัดหา LNG ล่วงหน้า ในราคาเฉลี่ยที่ 14-16 USD/MMBTU ซึ่งหากเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ราคา LNG ก็ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจากความต้องการใช้พลังงานในโลกที่เพิ่มขึ้น

ในการนี้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จึงเรียนมายังท่านเพื่อโปรดพิจารณาสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการบูรณาการการทำงานร่วมกันในการนำข้อเสนอดังกล่าวของ กกร. ไปขับเคลื่อนให้เกิดเป็นรูปธรรม เพื่อช่วยเหลือภาคประชาชนและภาคธุรกิจ ในการแบ่งเบาภาระค่าไฟฟ้าในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังคงถูกกดดันจากค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือน รวมทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและกดดันเศรษฐกิจไทย

รายงานข่าวระบุว่า ทางคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบันได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ โดยต้องการให้มีการปรับลดค่าไฟลงมาเหลือ 4.25 บาท