อุดหนุนน้ำมันดีเซล 32 บาท/ลิตร คลังยุติบทบาทไม่จ่ายหวั่นขัดรัฐธรรมนูญ

เติมน้ำมัน

กบน.กัดฟันควักเงินกองทุนน้ำมันฯ อุดหนุนน้ำมันดีเซล 32 บาท/ลิตร ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค.นี้ บรรเทาผลกระทบความเดือดร้อนประชาชน-อุตสาหกรรมขนส่ง ที่ขอให้ราคาน้ำมันไม่เกิน 35 บาทต่อลิตร จับตาหากราคาตลาดโลกขึ้น 110 เหรียญต่อบาร์เรล ทบทวนมาตรการใหม่ คลังจำนนไม่สามารถอุดหนุนภาษีสรรพสามิตรดีเซล 5 บาทต่อลิตร หวั่นขัดรัฐธรรมนูญ-มติ ครม.ห้ามใช้จ่ายเงินช่วงยุบสภา เกรงผูกพันรัฐบาลใหม่

นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เห็นชอบให้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล ให้อยู่ที่ประมาณ 32 บาทต่อลิตร

ภายหลังจากมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 5 บาทต่อลิตร จะสิ้นสุดลงในวันที่ 20 กรกฎาคม 2566 นี้ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและอุตสาหกรรมที่ขอให้ราคาน้ำมันไม่เกิน 35 บาทต่อลิตร

โดยแนวทางการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อบริหารจัดการราคาน้ำมันดีเซล จะดำเนินการตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2566 ต่อเนื่องไปอีกระยะ ตามสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะดำเนินการได้ พร้อมกับจะติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก อัตราแลกเปลี่ยน การขึ้นดอกเบี้ยธนาคารกลางของสหรัฐ (เฟด) เศรษฐกิจจีน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อราคาน้ำมัน

ปัจจุบันราคาน้ำมันลดลง 97-98 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนราคาเฉลี่ยดีเซลคาดการณ์ (กรกฎาคม 2566-มิถุนายน 2567) อยู่ที่ 93.2 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่จะติดตามและจับตาราคาในช่วงเดือนตุลาคมที่เข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งความต้องการเชื้อเพลิงจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อราคาน้ำมันสูงขึ้นด้วย

หากราคาน้ำมันปรับขึ้น อยู่ในระดับ 110-125 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ต้องมีการทบทวนเมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารอีกครั้ง ซึ่งสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) จะนำเสนอกระทรวงพลังงาน เพื่อหารือแนวทางลดภาษีสรรพสามิตดีเซล 5 บาทต่อลิตรอีกครั้ง

ปัจจุบันฐานะเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะยังคงติดลบ โดยฐานะเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสุทธิ วันที่ 16 กรกฎาคม 2566 ติดลบ 49,829 ล้านบาท แบ่งเป็นติดลบจากบัญชีน้ำมัน 4,316 ล้านบาท บัญชีก๊าซ LPG 45,513 ล้านบาท จากเดิมติดลบ 130,000 ล้านบาท

ตั้งแต่กองทุนน้ำมันฯกู้ยืมเพื่อเติมเงินเข้าระบบ ตามกรอบวงเงินกู้ 150,000 ล้านบาท ได้มีการชำระหนี้ตามมาตรา 7 ประมาณ 55,000 ล้านบาท ที่สามารถนำมาใช้อุดหนุนราคาน้ำมันได้จากเงินกู้ที่บรรจุเป็นหนี้สาธารณะแล้ว 110,000 ล้านบาท ดังนั้น ยังเหลือวงเงินกู้ที่ยังไม่บรรจุเป็นหนี้สาธารณะอีกประมาณ 4 หมื่นล้านบาท โดยชำระดอกเบี้ยเฉลี่ย 160 ล้านบาทต่อเดือน

ด้านนายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์ สกนช. กล่าวว่า ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯมีรายรับจากน้ำมันรวมทุกประเภท 10,000 ล้านบาทต่อเดือน โดยมีรายรับจากการเก็บเงินส่วนของ LPG กิโลกรัมละ 0.67 บาท หรือเดือนละ 729 ล้านบาท ทำให้มีเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯรวม 10,729 ล้านบาทต่อเดือน ที่จะนำมาบริหารจัดการดูแลราคาดีเซล

ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2566 ได้เก็บดีเซลเข้ากองทุนน้ำมันฯ 4.04 บาทต่อลิตร และชดเชย 1.65 บาทต่อลิตร และภายหลังวันที่ 20 กรกฎาคม 2566 ที่สิ้นสุดลดภาษีดีเซล 5 บาทต่อลิตร จะใช้วิธีลดอัตราเงินที่นำส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯทั้งหมด พร้อมกับนำเงินที่สะสมกองทุนน้ำมันฯมาชดเชย เพื่อตรึงราคาดีเซลให้คงที่ 32 บาทต่อลิตร ทุก 1 บาทต่อลิตรจะต้องใช้เงินอุดหนุนราว 65 ล้านบาทต่อวัน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า เหตุผลที่ไม่สามารถต่อมาตรการลดภาษีน้ำมันดีเซลได้อีก เนื่องจากอาจจะเป็นการดำเนินการที่ก่อให้เกิดผลผูกพันต่อรัฐบาลใหม่ ซึ่งคณะรัฐมนตรีที่ปฏิบัติหน้าที่ในช่วงที่มีการยุบสภาไม่อาจกระทำการ อันมีผลต่อการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลต่อการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 169 (1) ประกอบมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2566

ประกอบกับปัจจุบันสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นในประเทศลดลงตามไปด้วย ดังนั้น ในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันดีเซลอยู่ในวิสัยที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถดำเนินการได้

และเมื่อคำนึงถึงข้อจำกัดด้านรายได้และข้อกฎหมายและไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ในช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว จึงควรให้ใช้มาตรการของกองทุนน้ำมันฯที่มีฐานะการเงินดีขึ้นโดยลำดับ ทำหน้าที่ดูแลเสถียรภาพราคาน้ำมันดีเซล

นายเอกนิติกล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินมาตรการทางภาษีเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน จากสถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน ก.พ. 2565 ด้วยการออกกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตรวมทั้งสิ้น 7 ฉบับ ประเมินสูญเสียรายได้ภาษีประมาณ 156,000 ล้านบาท


“กรณีอัตราภาษีน้ำมันดีเซลกลับเป็นปกติหลัง 20 ก.ค. 2566 จะทำให้รายได้ภาษีสรรพสามิตจัดเก็บได้เพิ่มขึ้นประมาณ 20,000 ล้านบาท หลังจากที่ได้สูญเสียรายได้จากการลดภาษีน้ำมันดีเซลไปแล้ว 156,000 ล้านบาท” อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าว