รัฐบาลอินเดียเตรียมประกาศห้ามส่งออกน้ำตาลฤดูกาลหน้า เพื่อสงวนใช้ในประเทศให้เพียงพอ สร้างแรงกระเพื่อมให้กับตลาดน้ำตาลโลก ซึ่งปัจจุบันราคาน้ำตาลโลกถูกกำหนดโดย 3 ยักษ์ใหญ่ผู้ส่งออกคือ บราซิล ไทย และอินเดีย
ผลผลิตอินเดียหด
“อินเดีย” ผลิตน้ำตาลเพื่อการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก และผลิตเอทานอลจากอ้อยส่วนเกิน โดยในช่วงการผลิต ปี 2565/2566 รัฐบาลอินเดียได้อนุญาตให้ส่งออกน้ำตาล 6.1 ล้านตัน
ล่าสุด นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเปิดเผยว่า ในเดือนกรกฎาคม 2566 อินเดียประสบสถานการณ์อัตราเงินเฟ้อค้าปลีกพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 15 เดือน อยู่ที่ 7.44% และอัตราเงินเฟ้อด้านอาหารอยู่ที่ 11.5% ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 3 ปี และคาดว่าปริมาณน้ำตาลของอินเดียอาจจะไม่เพียงพอที่จะจัดสรรโควตาการส่งออกสำหรับฤดูกาลหน้า (เดือนตุลาคม 2566)
ทั้งนี้ อินเดียซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ของโลก และด้วยขนาดประชากรประมาณ 1,400 ล้านคน จึงมีการบริโภคภายในประเทศมากที่สุดในโลก แต่ปีนี้ประสบกับปัญหาภัยแล้งจากสภาพภูมิอากาศที่ร้อนจัดในช่วงครึ่งปีแรก ต่อเนื่องด้วยภาวะฝนขาดช่วงในฤดูมรสุม

โดยในเขตปลูกอ้อยหลักในรัฐ Maharashtra ทางตะวันตกและรัฐ Karnataka ทางตอนใต้ ซึ่งมีผลผลิตน้ำตาลของสองรัฐรวมกันแล้วคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของผลผลิตน้ำตาลทั้งหมดของอินเดีย จากภาวะปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึงร้อยละ 50 จึงส่งผลทำให้ผลผลิตน้ำตาลของฤดูกาลผลิตปี 2566/2567 ลดลงเหลือ 31.7 ล้านตัน หรือลดลง 3.3% และอาจส่งผลต่อการเพาะปลูกในฤดูกาลผลิตปี 2567/2568
ดันราคาโลกพุ่ง
นายรณรงค์เปิดเผยเพิ่มเติมว่า การที่อินเดียห้ามส่งออกน้ำตาล ย่อมส่งผลให้อุปทานน้ำตาลโลกลดลง และราคาน้ำตาลโลกปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งราคาสินค้าที่ใช้น้ำตาลเป็นส่วนประกอบจะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามลำดับ
แหล่งข่าวในวงการอุตสาหกรรมน้ำตาลระบุว่า สถานการณ์ราคาน้ำตาลโลกขณะนี้ขยับขึ้นเป็น 22-23 เซนต์ต่อปอนด์ ซึ่งแน่นอนว่าการที่อินเดียประกาศเตรียมหยุดส่งออกมีผลต่อจิตวิทยาราคาน้ำตาล แต่แนวโน้มราคาน้ำตาลโลกก็ทรงตัวสูงอยู่แล้วก่อนหน้านี้สูงประมาณ 20 เซนต์ต่อปอนด์
“สิ่งที่ต้องจับตามองคือปริมาณน้ำตาลส่วนเกิน หรือเซอร์พลัสในตลาดโลกจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะตอนนี้โลกยังมีเซอร์พลัสอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ถ้าภัยแล้งรุนแรงเซอร์พลัสอาจจะลดลง ประการถัดมาคือ ปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะเป็นอย่างไร เพราะส่วนหนึ่งมีการใช้โมลาสจากน้ำตาลไปเป็นส่วนผสมของพลังงาน ถ้าราคาน้ำมันขยับขึ้น อาจจะทำให้บราซิลปรับโยกอ้อยไปผลิตเป็นโมลาสที่มีราคาสูงกว่าได้”
ผลผลิตไทยหด-ส่งออกพุ่ง
ในส่วนของไทยตามข้อมูล กรมการค้าต่างประเทศระบุว่า ปีการผลิต 2565/2566 ประเทศไทยมีปริมาณอ้อยเข้าหีบประมาณ 93.88 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2564/2565 ร้อยละ 1.97 และมีผลผลิตน้ำตาลปี 2565/2566 ประมาณ 11.05 ล้านตัน
เพิ่มขึ้นจากปี 2564/2565 ร้อยละ 8.88 โดยมีปริมาณการส่งออกน้ำตาลในช่วงมกราคม-กรกฎาคม 2566 ประมาณ 5.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 2.4% โดยด้านมูลค่าปรับสูงขึ้น (ตามกราฟิก)

เตือนอย่าโอเวอร์เซล
สิ่งที่ต้องระวังคือ เราเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำตาลขนาดใหญ่เบอร์ 2 ของโลกจะต้องไม่ “ขาดแคลน” และโรงงานจะต้องไม่รับคำสั่งซื้อล่วงหน้าจนมากเกินไป หรือ (over sale) ไม่เช่นนั้นอาจจะ “เสี่ยง” ที่จะหาวัตถุดิบส่งมอบไม่ได้ เพราะไทยก็เสี่ยงจะเผชิญกับภาวะเอลนีโญด้วย และหากไทยรับออร์เดอร์มากเกินไปหาสินค้าไม่ได้
บวกกับเป็นช่วงอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าอีกจะยิ่งลำบาก ทั้งนี้ปัจจุบันทางการบริหารจัดการน้ำตาลภายในประเทศมีการกำหนดให้ส่งออกโดยผ่าน 6 บริษัทที่ได้รับอนุญาต”
และอีกด้านหนึ่ง แน่นอนว่าการที่ปริมาณน้ำตาลลดไม่พอใช้ ทำให้ราคาสูงขึ้น ก็จะมีผลต่อ “อุตสาหกรรมเกี่ยวข้องที่ใช้น้ำตาลเป็นส่วนประกอบ” ทั้งอาหาร น้ำอัดลม ขนม เบเกอรี่ ซึ่งต้องมาดูว่าหน่วยงานที่กำกับดูแลภายใต้คณะรัฐบาลชุดใหม่จะมีนโยบายเรื่องนี้อย่างไร
3 สมาคมยืนยัน “น้ำตาล” พอใช้
นายปราโมทย์ วิทยาสุข ประธาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย หรือ TSMC ให้ความเห็นทางวิชาการกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การที่อินเดียหรือประเทศใดประเทศหนึ่งซึ่งเป็นประเทศใหญ่ได้หยุดส่งออก จะส่งผล (เอฟเฟ็กต์) กับราคาน้ำตาลในตลาดโลกปรับสูงขึ้นแน่นอน เพราะปกติน้ำตาลมีปริมาณไม่เพียงพอสำหรับความต้องการใช้ในโลกอยู่แล้ว บางอุตสาหกรรมก็มีการใช้น้ำตาลประเภทอื่น เช่น น้ำอัดลมใช้น้ำตาลฟรุกโตส
“การหยุดส่งออกจะมีผลกับราคาในช่วงเวลาหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าจะหยุดส่งออกนานเพียงใด และเท่าที่ทราบแนวโน้มอินเดียต้องการมุ่งรักษ์โลกมากขึ้น โดยการใช้เอทานอลจากอ้อยไปผสมในน้ำมันเติมรถมากขึ้น เพื่อลดภาวะโลกร้อน ก็เป็นนโยบายของเค้า นี่จะเป็น 2 ต่อคือ ส่งออกน้ำตาลน้อยลง ไปทำเอทานอลมากขึ้น ก็แน่นอนจะทำให้ราคาตลาดโลกเพิ่มขึ้น ซึ่งในปัจจุบันราคาก็สูงอยู่แล้ว”
ส่วนผลต่อประเทศไทย ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลอันดับ 2 ของโลก ไทยเคยมีผลผลิตอ้อย 130 ล้านตัน แต่ในปีก่อนประสบปัญหาผลผลิตอ้อยลดลงเหลือ 80 ล้านตัน หายไป 40% ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะมีปริมาณใกล้เคียงกับปีก่อน ทั้งยังอาจจะต้องเผชิญกับสถานการณ์เอลนีโญด้วย แม้ว่าไทยอยากเพิ่มผลผลิตเพียงใดก็ตาม แต่ด้วยเหตุที่พื้นที่ปลูกก็มีอยู่จำกัด โรงงานก็มีจำนวนมากแล้ว หากขยายโรงงานเพิ่มแต่ไม่มีผลผลิตเข้าโรงงานก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น ก็จะมีปริมาณเพียงเท่านั้น

การเตรียมพร้อมเรื่องนี้ สิ่งสำคัญทางโรงงานต้องการให้มีการเพิ่มผลผลิตอ้อยน้ำตาลมากขึ้น แต่ก็จะต้องดูแลสิ่งแวดล้อมคู่ขนานไปด้วย
“น้ำตาล” ไม่ใช่สินค้าควบคุม
ส่วนประเด็นแนวโน้มการส่งออกจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ หลังจากราคาน้ำตาลในตลาดโลกสูงขึ้นนั้น นายปราโมทย์อธิบายว่า ไทยมีการบริหารจัดการเรื่องน้ำตาลโดยสำนักงานอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ดูแล ซึ่งมีอำนาจในการดูแลน้ำตาลให้ผู้บริโภคของเรามีกินมีใช้ ยังมีระเบียบดูแล ฉะนั้น ไม่ต้องกังวลว่าจะขาดแคลนน้ำตาลในการบริโภคในประเทศ เรายังเป็นผู้ส่งออกเบอร์ 2 ของโลก
“ส่วนการปรับราคาน้ำตาลภายในประเทศ ตามตลาดโลกหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ 3 กระทรวงคือ กระทรวงพาณิชย์ เกษตรและสหกรณ์ และอุตสาหกรรม ว่าจะเห็นเป็นอย่างไร ที่ดูแลตาม พ.ร.บ.อ้อยน้ำตาลฯ แต่น้ำตาลไม่ได้อยู่ในบัญชีสินค้าควบคุมแล้ว ก็เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี ซึ่งคือจะขึ้นไปได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ต้องดูว่าจะบริหารจัดการอย่างไรหากโครงสร้างราคาปรับขึ้น
ซึ่งมองว่าก็ควรจะต้องออโตเมติก ไม่เช่นนั้นจะเป็นการทำให้วงการอุตสาหกรรมน้ำตาล ชาวไร่ ก็เสียประโยชน์ไปด้วย แต่ขึ้นอยู่ที่ผู้บริหารและรัฐมนตรีท่านใหม่ซึ่งในโอกาสต่อไปคงจะมีโอกาสได้ขอเข้าพบท่าน”