ส่งออกอัญมณีไทย 8 เดือน เพิ่ม 5.4% ลุ้นเทศกาลปลายปีดันยอดเพิ่ม

อัญมณี

ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ส.ค. 2566 มูลค่า 573.11 ล้านเหรียญสหรัฐ ลด 10.44% รวม 8 เดือน เพิ่ม 5.47% เผยทิศทางส่งออก ยังต้องจับตาเศรษฐกิจโลก ทั้งสหรัฐและยูโรโซนที่ชะลอตัว แต่ยังมีลุ้นเทศกาลจับจ่ายปลายปีช่วยกระตุ้น แนะผู้ส่งออกใช้กลยุทธ์ USE สร้างความแตกต่างให้สินค้า

วันที่ 4 ตุลาคม 2566 นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน ส.ค. 2566 มีมูลค่า 573.11 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 10.44% หากรวมทองคำ มีมูลค่า 801.93 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 27.14% และรวม 8 เดือน ของปี 2566 (ม.ค.-ส.ค.) การส่งออก ไม่รวมทองคำ มีมูลค่า 5,357.56 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 5.47% และรวมทองคำ มูลค่า 8,970.33 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 17.55%

สำหรับตลาดส่งออกสำคัญ พบว่ามีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง โดยฮ่องกง เพิ่ม 146.04% อิตาลี เพิ่ม 43.73% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 21.14% สิงคโปร์ เพิ่ม 53.59% ส่วนสหรัฐ ลด 12.01% เยอรมนี ลด 19.72% สหราชอาณาจักร ลด 10.43% เบลเยียม ลด 7.33% สวิตเซอร์แลนด์ ลด 8.02% อินเดีย ลด 59.34%

สุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย
สุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย

ส่วนสินค้าส่งออกสำคัญ มีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง โดยเครื่องประดับทอง เพิ่ม 27.36% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 8.94% พลอยก้อน เพิ่ม 27.78% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 85.44% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน เพิ่ม 130.56% เพชรก้อน เพิ่ม 1.88% ส่วนเพชรเจียระไน ลด 31.75% เครื่องประดับเงิน ลด 14.58% เครื่องประดับเทียม ลด 9.29% เศษหรือของที่ใช้ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า ลด 21.80% และทองคำ ลด 37.72%

นายสุเมธกล่าวว่า ทิศทางการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับจากนี้ ต้องจับตาเศรษฐกิจโลกที่ยังคงชะลอตัว โดยเฉพาะตลาดสำคัญอย่างสหรัฐยังคงชะลอตัว รวมถึงเศรษฐกิจยูโรโซนที่ชะลอตัวเช่นเดียวกัน และมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงที่เหลือของปีนี้ แต่ก็หวังว่าการเข้าสู่ช่วงจับจ่ายใช้สอยในเทศกาลท้ายปี จะกระตุ้นให้การเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศ และการซื้อสินค้าเพื่อเป็นรางวัลให้ตนเองและเป็นของขวัญคึกคักมากขึ้น จึงอาจมีส่วนทำให้มีแรงซื้อสินค้าเข้ามามากขึ้น รวมถึงเงินบาทอ่อนค่า ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย

Advertisment

ทั้งนี้ GIT มีข้อแนะนำสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยในช่วงที่ตลาดชะลอตัว ควรจะใช้แนวทาง USE โดย U : Unique ให้เน้นการพัฒนาสินค้าให้โดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่ง มีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจเฉพาะตัว S : Soft Power ใช้ประโยชน์จากการสร้างเรื่องราวให้กับสินค้าและบริการ โดยอาจเชื่อมโยงกับภาคบริการและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นที่รู้จักถึงความเป็นไทยในนานาประเทศ และ E : e-Commerce ศึกษาการใช้ช่องทางการนำเสนอสินค้าที่เหมาะสม สร้างช่องการติดต่อสื่อสารออนไลน์กับผู้บริโภคให้สะดวกรวดเร็ว

รวมทั้งมีช่องทางชำระเงินและจัดส่งสินค้าที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย เชื่อถือได้ รวมทั้งต้องศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึกในตลาดต่าง ๆ ทั่วโลก แล้วนำมาพัฒนาสินค้าให้ตอบสนองความต้องการ ซึ่งจะทำให้สามารถสร้างและนำเสนอคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ได้ตรงใจลูกค้า