‘ซีพีเอฟ’ แจ้งดอกเบี้ยหุ้นกู้ชุดใหม่ 2.96-4.09% เริ่มขายประชาชน 22 ก.พ. 2567

CPF

“ซีพีเอฟ” ผู้ดำเนินธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารแบบครบวงจร กำหนดอัตราดอกเบี้ย สำหรับหุ้นกู้จำนวน 4 ชุด พร้อมขายให้กับประชาชนเป็นการทั่วไป ระหว่างวันที่ 22-23 และ 27 กุมภาพันธ์ 2567 โดยบริษัทได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือองค์กรและหุ้นกู้ที่ระดับ “A+” จากทริสเรทติ้ง เสนอขายผ่าน 7 สถาบันการเงินชั้นนำ ทั้งช่องทางสาขาและออนไลน์ โดยมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุนที่เชื่อมั่นในความแข็งแกร่งและศักยภาพการเติบโตของบริษัท

วันที 14 กุมภาพันธ์ 2567 บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กำหนดอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ทั้ง 4 ชุด ได้แก่ หุ้นกู้อายุ 1 ปี 10 เดือน อัตราดอกเบี้ย 2.96% ต่อปี หุ้นกู้อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.56% ต่อปี หุ้นกู้อายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.80% ต่อปี และหุ้นกู้อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.09% ต่อปี โดยชำระดอกเบี้ยทุก ๆ 6 เดือน เสนอขายแก่ผู้ลงทุนทั่วไปและผู้ลงทุนสถาบัน

สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่สนใจจองซื้อหุ้นกู้ สามารถจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณ 100,000 บาท โดยจะเสนอขายในระหว่างวันที่ 22-23 และ 27 กุมภาพันธ์ 2567 ผ่านสถาบันการเงินชั้นนำ 7 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ทั้งช่องทางสาขาและออนไลน์ รวมถึงช่องทาง True Money Wallet

โดยผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ เชื่อมั่นว่าหุ้นกู้ของ ซีพีเอฟ เป็นอีกหนึ่งโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับการเริ่มต้นลงทุนในปี 2567 นี้ เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการลงทุนในหุ้นกู้ที่มีความมั่นคง ในช่วงที่สถานการณ์ตลาดหุ้นกู้ที่เต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยง

อีกทั้งดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับตัวลดลงในช่วงหลังของปี 2567 เป็นโอกาสให้ผู้ลงทุนล็อกผลตอบแทนในระยะยาวได้  และคาดว่าจะได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุนเป็นอย่างดี เนื่องจากความมั่นคงและศักยภาพในการเติบโตของบริษัท

สำหรับหุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ “A+” แนวโน้ม “Negative” ซึ่งเป็นอันดับเดียวกับอันดับความน่าเชื่อถือองค์กร จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2566 สะท้อนถึงสถานะความเป็นหนึ่งในผู้นำในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารแบบครบวงจร ระดับโลกของบริษัท ตลอดจนการมีฐานการผลิตที่กระจายตัวอยู่ในประเทศต่าง ๆ รวมถึงการมีสินค้าและตลาดที่หลากหลาย