สิงห์ เอสเตท (S) เตรียมออกหุ้นกู้ชุดใหม่ อายุ 3 ปี 3 เดือน ชูดอกเบี้ย 4.60–4.80% ต่อปี คาดเสนอขาย 29 มิ.ย.-1 ก.ค.
บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ “S” เปิดเผยว่า เตรียมจะเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่ต่อประชาชนเป็นการทั่วไป โดยหุ้นกู้จะมีอายุ 3 ปี 3 เดือน อัตราดอกเบี้ย 4.60-4.80% ต่อปี สำหรับหุ้นกู้ดังกล่าวจะชำระดอกเบี้ยทุก ๆ 3 เดือน โดยอัตราดอกเบี้ยสุดท้ายรอประกาศให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง กำหนดจองซื้อขั้นต่ำ 1 แสนบาท ทวีคูณครั้งละ 1 แสนบาท โดยคาดว่าจะเสนอขายต่อประชาชนเป็นการทั่วไประหว่างวันที่ 29-30 มิ.ย. และวันที่ 1 ก.ค.
ทั้งนี้ บริษัทได้แต่งตั้งสถาบันการเงิน 5 แห่ง เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง และบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย)
ขณะนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลตราสารหนี้ (filing) เพื่อเสนอขายหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
สำหรับหุ้นกู้ชุดดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 69 ที่ระดับ BBB- แนวโน้มอันดับเครดิต Stable หรือคงที่ ขณะที่อันดับความน่าเชื่อถือองค์กรอยู่ที่ระดับ BBB แนวโน้มอันดับเครดิต Stable หรือคงที่ ซึ่งเป็นระดับที่ลงทุนได้ หรือ Investment Grade โดยทริสเรทติ้ง ระบุว่าอันดับเครดิตสะท้อนถึงสินทรัพย์โรงแรมที่มีคุณภาพดีของบริษัท รวมถึงแบรนด์ธุรกิจที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นที่ยอมรับในตลาด และรายได้ประจำจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์

นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทเชื่อมั่นว่าหุ้นกู้ชุดใหม่ที่เตรียมเสนอขายในครั้งนี้จะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ลงทุนอีกครั้ง สะท้อนความเชื่อมั่นและศักยภาพในการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยไตรมาสที่ 1 ปี 2569 บริษัทมีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 3,263 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้จากธุรกิจรายได้ประจำอย่างธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้ากว่า 90% สะท้อนความต่อเนื่องของรายได้ กำไร และกระแสเงินสดที่มั่นคงของธุรกิจเหล่านี้
ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 148 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568 โดยกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทอยู่ที่ 49 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 12 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการบริหารจัดการธุรกิจและประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น