ไทยซัมมิทผนึก 5 ยักษ์ชิ้นส่วน กู้วิกฤตจี้รัฐร่วมเอกชนพลิกเกมรับมือยุค EV
“ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ” กลุ่มไทยซัมมิท ออกโรงจับมือ 5 ยักษ์ชิ้นส่วนยานยนต์ตั้ง Thailand Future Automotive Board ผนึกกำลังเปิดแผนรับมือยุค EV ยกระดับอุตสาหกรรม-ปกป้องผู้ผลิตไทย สะท้อนโจทย์ท้าทายอุตสาหกรรมชิ้นส่วนฯ เผยความแข็งแกร่งซัพพลายเชนของไทยกลายเป็นจุดอ่อนด้าน “ต้นทุน” ในภาวะที่ตลาดหดตัวต่อเนื่อง จนไม่ได้ Economies of scale ส่งผลความสามารถแข่งขันของไทยลดลง กระทุ้งภาครัฐร่วมมือเอกชนเร่งเปลี่ยนผ่านอุตฯยานยนต์ไทย ช่วยติดอาวุธ-ลงทุน R&D เสนอโมเดลความร่วมมือ “สู้เป็นหมู่บ้าน” แบ่งคลัสเตอร์ผลิต
โครงสร้างอุตฯเปลี่ยน
นางสาวชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานอาวุโส กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ของไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าจากกรณีปัญหาและความท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เกิดขึ้นตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา จากโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เปลี่ยนไป ทั้งการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า ยอดการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ต้องเผชิญกับวิกฤตและจำเป็นต้องเร่งปรับตัวครั้งใหญ่
กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ได้ศึกษาปัญหาและวิเคราะห์ผลกระทบมาโดยตลอด ล่าสุดจึงได้ร่วมมือกับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ หรือกลุ่มเทียร์ 1 จัดตั้ง “Thailand Future Automotive Board” ประกอบด้วย กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท, บริษัท ซัมมิต ออโต้ บอดี้ อินดัสตรี จำกัด, บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน), กลุ่มบริษัท วีซีเอส จำกัด และ บริษัท ไทยฟอร์จจิ้งพาร์ท จำกัด ถือเป็นการรวมพลังเพื่อที่จะหาทางออก และช่วยให้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทย เปลี่ยนผ่านไปได้ โดยมี บริษัท ลิบ คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์ของญี่ปุ่นเข้ามาเป็นที่ปรึกษา
ผนึกกำลังผู้ผลิตเทียร์ 1
นางสาวชนาพรรณ กล่าวว่า วัตถุประสงค์เป้าหมายสำคัญของการรวมกลุ่มผู้ผลิตเทียร์ 1 ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มผู้ผลิต ที่อยู่ตรงกลางระหว่างค่ายรถยนต์ และซัพพลายเชนที่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในห่วงโซ่อุปทาน ในการศึกษาวิเคราะห์และหาแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศที่มีมากกว่า 1,200 ราย บนพื้นฐานความเข้าใจต่ออุตสาหกรรมยานยนต์โลก และมีข้อมูลสนับสนุน
รวมทั้งเป็นตัวเร่งให้เกิดความร่วมมือและvขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน เป็นเวทีกลางในการนำเสนอความคิดเห็นความจำเป็นของอุตสาหกรรมอย่างตรงไปตรงมา ภายใต้ประโยชน์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยโดยภาพรวมไม่ใช่ของกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด พร้อมทั้งเป็นกระบอกเสียงจากผู้ประกอบการ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไปยังภาครัฐ
จุดแข็งกลายเป็นจุดอ่อน
รองประธานอาวุโส กลุ่มไทยซัมมิท กล่าวว่า จากยอดผลิตรถยนต์ในประเทศที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 2.54 ล้านคันในปี 2555 เหลือเพียง 1.46 ล้านคันในปี 2568 และมองว่าแนวโน้มยอดผลิตก็จะทรง ๆ ทรุด ๆ เช่นนี้ไปอีกหลายปี ทำให้เห็นว่าจำนวนผู้ผลิตชิ้นส่วนฯประมาณ 1,200 ราย ซึ่งเคยเป็นซัพพลายเชนที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย แต่ในวันนี้ด้วยยอดผลิตเพื่อทั้งขายในประเทศ และส่งออกลดลงอย่างมาก กำลังทำให้จุดแข็งของประเทศไทย อาจกลายเป็นจุดอ่อน
เพราะด้วยผู้ผลิตชิ้นส่วนจำนวนมาก เมื่อเทียบกับยอดผลิตที่ลดลง เท่ากับว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมี “ต้นทุนคงที่มาก” เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย ที่ซัพพลายเชนอาจจะแข็งแกร่งสู้ประเทศไทยไม่ได้ จำนวนผู้ผลิตชิ้นส่วนมีน้อยกว่า หมายความว่า Economies of Scale ไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ผลิตชิ้นส่วน ทำให้ประสบปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า
“คำถามคือ ความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย มีอยู่จริงไหม เมื่อจำนวนการผลิตลดลง และใน 2-3 ปีจากนี้ ก็คงจะลดลงต่อเนื่อง ถือเป็น ความท้าทายครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย วันนี้ทุกอย่างกลับด้านตลาดที่มีซัพพลายเชนไม่แข็งแกร่งกลับได้ผลประโยชน์จากที่มีผู้เล่นน้อยรายอยู่”
นางสาวชนาพรรณกล่าวว่า ตลาดรถยนต์อาจจะหดตัวเหมือนกัน แต่จำนวนซัพพลายเออร์ของอินโดนีเซียที่น้อยกว่า ทำให้สามารถแบ่งออร์เดอร์กัน และสามารถอยู่ได้ ขณะที่ประเทศไทยเหมือนอยู่ในภาวะผู้ผลิตชิ้นส่วนล้นตลาด โดยเทียบการผลิตรถทุกๆ 1 ล้านคัน ประเทศไทยมีซัพพลายเออร์ 1,147 ราย ขณะที่อินโดนีเซียมีประมาณ 1,000 รายเศษ เทียบสัดส่วนจะพบว่าประเทศไทยต่อหนึ่งซัพพลายเออร์จะได้ส่วนแบ่งการผลิตแค่ 800 กว่ายูนิต ขณะที่อินโดนีเซียนผลิตได้ 900 กว่ายูนิต เรียกว่าEconomies of scale ของไทยสู้ไม่ได้ ทำให้ความสามารถการแข่งขันลดลง
กระทุ้งรัฐ-เอกชนเร่งแผนรับมือ
นางสาวชนาพรรณ กล่าวว่า โครงสร้างของอุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยนไป จากการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีจำนวนชิ้นส่วนและซัพพลายเชนน้อย ขณะที่ทุกประเทศเริ่มจากการไม่มีเทคโนโลยีอีวีเหมือนกัน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอนาคตผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เตรียมตั้งรับอย่างไร ภาครัฐจะเข้ามาช่วยสนับสนุนส่งเสริมการปรับตัวของผู้ผลิตชิ้นส่วนอย่างไร
“อินโดนีเซีย และอินเดียเริ่มขยับเรื่องรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ส่วนจีน นั้นไปไกลแล้ว ก็มีความเป็นห่วงว่า ถ้าอินเดียขยับมารุกตลาดรถยนต์มากขึ้น โดยที่ตลาดรถจักรยานยนต์ไม่ได้ลดลง ก็จะกลายเป็นความกดดันของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์มากขึ้น สุดท้ายอีโคโนมิกออฟสเกลของไทยจะสู้เข้าไม่ได้กลายเป็นต้นทุนคงที่ของอุตสาหกรรมมากกว่าประเทศอื่น”
นางสาวชนาพรรณ กล่าวว่า สำหรับการลงทุนเทคโนโลยียานยนต์อีวี ปัจจุบันมี 2 รูปแบบคือ วิจัยพัฒนาเอง หรือการซื้อเทคโนโลยี ซึ่งผู้ผลิตชิ้นส่วนฯรายใหญ่อย่างไทยซัมมิท มีศักยภาพดำเนินการทั้ง 2 รูปแบบ แต่คำถามคือวันนี้เราจะช่วยผู้ผลิตชิ้นส่วนฯจำนวนมากที่อยู่ในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรม ที่ไม่มีทั้งโนฮาวท์ในการคิดค้น และไม่มีเงินทุนสำหรับการซื้อเทคโนโลยีอย่างไร สิ่งสำคัญคือรัฐบาลไทยจะช่วยเหลือ ผู้ประกอบการเหล่านี้อย่างไร
ทั้งนี้ Thailand Future Automotive Board เชื่อว่าการส่งเสริมวิจัยพัฒนานั้นมีความสำคัญและต้องเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน หน่วยงานภาครัฐต้องเข้ามาช่วยส่งเสริมในระยะยาว ขณะที่การส่งเสริมระยะสั้น ทำอย่างไร
“หมายความที่ภาครัฐส่งเสริมคนเข้ามาลงทุนในประเทศ แต่ไม่ส่งเสริมผู้ประกอบการออกไปแข่งขัน และยังไม่ส่งเสริมการให้ผู้ประกอบการซื้ออาวุธในการต่อสู้ หรือตั้งรับ กับผู้เล่นหลากหลายสัญชาติที่เข้ามาในประเทศไทย สิ่งที่พวกเรามองว่ามีความสำคัญมาคือ R&D เป็นการลงทุนเพื่อนาคตจะทำอย่างไรให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านไปได้ ส่วนเรื่องอีโคโนมิกออฟสเกลก็สำคัญ แต่นอกจากการผลักดันกำลังซื้อที่ทำมาตลอด ก็ต้องมาดูว่าต้องบูทตัวไหนเพื่อให้ยอดขายที่เพิ่มขึ้น กลับมาช่วยส่งเสริมผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย ไม่ใช่เป็นการช่วย “ค่ายรถยนต์”
หนุน BOI รื้อแผนส่งเสริม
นางสาวชนาพรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากกลุ่มไทยซัมมิท เป็นบริษัทที่มีการลงทุน และฐานผลิตในหลายประเทศ ทำให้ได้เห็นความแตกต่างของโครงสร้างแต่ละประเทศชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบจึงเห็นภาพว่าทำอย่างไรให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยสามารถปรับตัวไปท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทาย
ที่ผ่านมาบีโอไอ. สนับสนุนส่งเสริมการลงทุนแต่กลุ่ม “ผู้ผลิตรถยนต์” ไม่ใช่ “ผู้ผลิตชิ้นส่วน” ซึ่งไทยซัมมิทได้สะท้อน มาอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาว่า เพื่อให้เงินสนับสนุนการลงทุนยังคงอยู่ในประเทศ จะดีกว่าหรือไม่
เพราะการส่งเสริมของบีโอไอ. ไปสนับสนุน “ผู้ผลิตรถยนต์” ซึ่งเมื่อมีกำไรเขาก็จะนำกลับประเทศ ทั้งนี้ควรกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจนในการใช้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ รวมถึงการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง นอกจากนี้มองว่า บีโอไอ.ควรปรับนโยบายเรื่อง “โลคอลคอนเทนต์” โดยวิธีการประเมินภาพรวม ต้องดูแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ทั้งพิจารณาข้อเท็จจริงว่าโลคอลคอนเทนต์ นั้นกลับเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจของไทยมากแค่ไหน
“ปัจจุบันผู้ผลิตชิ้นส่วนฯในประเทศไม่มีเงินทุน ขอส่งเสริมการลงทุนไม่ได้ จะซื้อเทคโนโลโลยีก็ไม่มีเงินเพราะไม่มีการส่งเสริมสิทธิประโยชน์ให้ซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ขณะที่ต่างประเทศมีเทคโนโลยีมาแล้ว มาลงทุนในไทยก็ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เดินเข้ามาบีโอไอ.ก็รับหมด แต่ตรงนี้กลายเป็นตัวกรองโดยไม่ได้ตั้งใจกับผู้ประกอบการไทย อย่างไทยซัมมิทเราลงทุนคิดค้นก็ได้ หรือจะซื้อเทคโนโลยีก็ได้ แต่เราเป็นห่วงซัพพลายเออร์ในวงการชิ้นส่วน เพราะทุกคนไม่ได้มีกำลังขนาดนี้”
ข้อเสนอแบ่งคลัสเตอร์ผลิต
นางสาวชนาพรรณกล่าว เพิ่มเติมว่า เนื่องจากอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทย เป็นการผลิตที่แข่งขันกันเอง ทั้งในกลุ่มสินค้าที่เป็นคอมมูวนิตี้ และไฮเทค เพราะไม่มีการจัดสรรแบ่งคลัสเตอร์ในการผลิต ทำให้เกิดการแข่งขันและตัดราคากันเอง หากอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยนำโมเดลของ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มาใช้โดยมีการแบ่งกันอย่างชัดเจนในการจัดตั้งคลัสเตอร์ตรงนี้ซึ่งทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน
อย่างไรก็ดีการที่จะทำให้เกิดขึ้นในประเทศไทยอาจจะยาก เป็นเรื่องที่รัฐบาลและเอกชนต้องร่วมกันวางแผน เป็นการร่วมมือกันเหมือน “สู้เป็นหมู่บ้าน” เพื่อที่จะสามารถแข่งขันต้นทุนได้
เพราะในต่างประเทศสามารถทำได้เนื่องจากเป็นนโยบายที่ภาครัฐกำหนดมาอย่างชัดเจนเพื่อให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไม่ต้องแข่งขันกันเอง