สงครามผ่อนคลายหนุน ‘หุ้นกู้’ ThaiBMA ยันผู้ออกสูง 10 รายไม่มีปัญหา
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยเจาะไส้ในธุรกิจไทยถือครองหุ้นกู้สูง 10 อันดับแรก ชี้ยังไม่มีปัญหาโรลโอเวอร์-หนี้เพิ่มแต่รายได้เพียงพอ ขณะที่ธุรกิจที่ผิดนัดชำระหนี้ช่วงครึ่งปีแรก 7 ราย ระบุเป็นรายเดิม ๆ ที่ปรับโครงสร้างหนี้แล้วยังสะดุด เผยครึ่งปีแรกมูลค่าออกหุ้นกู้พลิกเป็นบวก ผลจากสงครามคลี่คลาย จับตาครึ่งปีหลังธุรกิจกล้าออกหุ้นกู้มากขึ้น คงคาดการณ์ทั้งปีธุรกิจออกหุ้นกู้ 880,000-900,000 ล้านบาท
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะมีหุ้นกู้เอกชนครบกำหนดชำระอีก 416,877 ล้านบาท ส่วนใหญ่ 90% เป็นหุ้นกู้กลุ่ม Investment Grade (เรตติ้ง BBB- ขึ้นไป) ส่วนกลุ่ม High Yield (BBB+ ลงมา) มีประมาณ 39,853 ล้านบาท ทำให้ยังคงเป้าหมายหุ้นกู้ทั้งปีที่ 880,000-900,000 ล้านบาท
“โดยต้องจับตารายใหญ่ ๆ ที่ครึ่งปีแรกบางบริษัทไม่ได้ออก เพราะเขามีทางเลือกเยอะ ก็ต้องมาดูว่าเขาจะออกไหมในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ก็ย่อลงมา ก็อาจจะกลับมาออก ส่วนถ้าดูกลุ่ม High Yield คาดว่าครึ่งหนึ่งคงไม่ออกแน่ ๆ แล้ว เพราะบางส่วนปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้ว อาจจะกลับมาออกยาก อีกส่วนหนึ่งจะเป็นหุ้นกู้ของ สปป.ลาว ซึ่งเคยมีข่าว นักลงทุนกังวลมานาน แต่สุดท้ายเขารอด ยังไม่เคยผิดนัดชำระ ในครึ่งปีหลังเขาจะครบเกือบหมื่นล้านบาท ก็ต้องติดตาม แต่คิดว่าน่าจะไม่มีปัญหา”
โดยเซ็กเตอร์ที่จะครบกำหนดมากสุด ก็คือ กลุ่มพลังงาน 95,793 ล้านบาท รองลงมาไฟแนนซ์ 71,842 ล้านบาท ต่อมาอสังหาริมทรัพย์ 69,482 ล้านบาท ไอซีที 35,185 ล้านบาท และคอมเมิร์ซ 34,148 ล้านบาท
“อสังหาฯ ถ้าดูชื่อ 70-80% เป็นชื่อที่เห็นแล้วสบายใจว่าออกหุ้นกู้ได้แน่นอน เช่น บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) บมจ.ศุภาลัย (SPALI) บมจ.แสนสิริ (SIRI) บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) (AP) บมจ.เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) (FPT) เป็นต้น ก็ไม่ได้มีประเด็นที่ต้องกังวล”
สำหรับในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา พบว่ามีหุ้นกู้ผิดนัดชำระสุทธิ 7,422 ล้านบาท จากผู้ออก 7 ราย และหุ้นกู้ปรับโครงสร้างหนี้สุทธิ 1,188 ล้านบาท จากผู้ออก 7 ราย เทียบกับปี 2568 ที่มีผู้ผิดนัดชำระ 8 ราย มูลค่า 8,319 ล้านบาท และหุ้นกู้ปรับโครงสร้างหนี้สุทธิ 59,804 ล้านบาท จากผู้ออก 21 ราย ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ แม้จะมีหุ้นกู้ครบดีลในช่วงครึ่งปีหลังก็คาดว่าคงไม่มีการออก เพราะถึงออกมานักลงทุนก็คงไม่กล้าซื้อ
“หุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระบางรายก็ไม่ได้ปล่อยไปเลย ไม่ได้รอจนถึงวันสุดท้ายแล้วก็ไม่จ่าย แต่มีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ขอปรับโครงสร้างการชำระหนี้ เช่น การยืดหนี้ บางรายก็ปรับดอกเบี้ยขึ้น บางรายก็ไม่ปรับ ทั้งนี้ ในปีนี้ชื่อหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระก็จะคุ้น ๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นรายเดิมที่เคยมีปัญหามาแล้ว และเคยปรับโครงสร้างมาแล้ว ถึงเวลาอาจจะติดขัด”
นางสาวอริยากล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ทางฟิทช์ เรทติ้งส์ แสดงความกังวลว่าผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่ 10 อันดับแรก มีความเสี่ยงในการ Roll Over หุ้นกู้นั้น จากที่ดูข้อมูลอัตราส่วนทางการเงินต่าง ๆ แม้ว่าบริษัทเหล่านี้จะมีหนี้เพิ่มขึ้น แต่เมื่อดูรายได้จากการดำเนินงาน พบว่ายังเพียงพอครอบคลุมการชำระหนี้ได้ จึงไม่ได้น่ากังวลมากแต่อย่างใด
ขณะที่แนวโน้มอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ครึ่งปีหลังน่าจะคลี่คลายลง จากสถานการณ์สงครามที่ดูเหมือนจะคลี่คลายลง ทำให้ราคาน้ำมันลดลง และเงินเฟ้อก็คาดว่าค่าเฉลี่ยทั้งปีจะไม่เกินกรอบเป้าหมาย อย่างไรก็ดีนักลงทุนมีแนวโน้มยอมรับส่วนต่างดอกเบี้ยที่แคบขึ้น โดย Credit Spread ของหุ้นกู้เกรด AAA-A อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี สะท้อนภาวะ Flight to Quality ที่นักลงทุนหันเข้าซื้อหุ้นกู้เครดิตสูงแทนหุ้นกู้เครดิตต่ำ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนของผู้ออกหุ้นกู้ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก
“ยีลด์กระชากขึ้นมาในช่วงไตรมาสที่ 1 จากสงคราม แต่ว่าช่วงนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงแล้ว แม้จะยังไม่แน่นอน แต่ความกังวลลดลง เพราะราคาน้ำมันก็ลดลงมามาก โดย ณ สิ้นไตรมาส 2 บอนด์ยีลด์ไทยรุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3 bps 32 bps และ 40 bps จากสิ้นปี 2568 มาอยู่ที่ระดับ 1.16% 1.60% และ 2.06% ตามลำดับ”
นางสาวอริยากล่าวว่า ช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมาหุ้นกู้กลับมาฟื้นตัว จากไตรมาสแรกที่มูลค่าการออกหุ้นกู้ลดลงไป ส่งผลให้ครึ่งปีแรกมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 409,670 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.72% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) โดยพบว่าหุ้นกู้กลุ่ม Investment Grade ออกได้เพิ่มขึ้น 4.57% ส่วนกลุ่ม High Yield ออกลดลง 23.7% เนื่องจากนักลงทุนมีความระมัดระวังในการลงทุนหุ้นกู้กลุ่ม High Yield ทำให้กลุ่มนี้ต้องหันไปใช้วิธีระดมทุนแบบอื่น อาทิ การขายทรัพย์สิน หรือกู้จากธนาคารแทน
ทั้งนี้ พบว่าหุ้นกู้เกือบทุกกลุ่มอันดับเครดิตมีมูลค่าการออกน้อยกว่าที่ครบกำหนด ได้แก่ กลุ่ม Investment Grade ออก 389,740 ล้านบาท จากที่ครบดีล 411,032 ล้านบาท และกลุ่ม High Yield ออกได้ 19,930 ล้านบาท จากที่ครบดีล 35,137 ล้านบาท
“ภาพรวมจะเห็นว่าผู้ออกรายเดิม ๆ ที่เครดิตเรตติ้งดียังสามารถออกหุ้นกู้ได้ตามปกติ แต่ก็มีบางรายที่หันไปพึ่งพาทางเลือกระดมทุนแหล่งอื่น ๆ อย่างแบงก์ที่มีเงินสดเหลือเยอะ เพราะไม่ค่อยได้ปล่อยกู้ จึงไม่ได้ออกหุ้นกู้เพื่อ Roll Over หรือเซ็กเตอร์อื่นก็อาจจะใช้วิธีกู้แบงก์”
ทั้งนี้ เซ็กเตอร์ที่ออกหุ้นกู้สูงสุดในครึ่งปีแรกยังคงเป็นพลังงาน ตามมาด้วยไฟแนนซ์ อสังหาริมทรัพย์ ไอซีที และคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานออกหุ้นกู้สูงขึ้นอย่างชัดเจน อาทิ บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ที่ออกไปถึง 3.5 หมื่นล้านบาท ยังมี บมจ.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ที่ออกกว่า 1 หมื่นล้านบาท บมจ.บ้านปู (BANPU) อีกราว 1 หมื่นล้านบาท เป็นต้น ขณะที่กลุ่มไฟแนนซ์ อาทิ บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) บริษัทโตโยต้าลีสซิ่ง บมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น (SAWAD) บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC) เป็นต้น
ส่วนกลุ่มอสังหาฯ ที่มูลค่าการออกน้อยลง จากส่วนหนึ่งที่เป็น High Yield ที่ต้องหันไปใช้ทางเลือกอื่น แต่กลุ่มบริษัทที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็น บมจ.ศุภาลัย (SPALI) บมจ.แสนสิริ (SIRI) บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) (AP) ก็ยังออกได้ปกติ