กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เดือนเมษายน 2567 จำนวน 6,530 ราย เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน 8.09% และสูงสุดในรอบ 101 ปีตั้งแต่ก่อตั้งกรม รวม 4 เดือนแรกของปี 2567 มีจำนวน 31,533 ราย ขณะที่การจดทะเบียนเลิกธุรกิจชะลอ 13.46% คาดการณ์ครึ่งปีแรก ตั้งธุรกิจใหม่อยู่ที่ 44,000-47,000 ราย ด้านนักลงทุนต่างชาติยังขนเงินเข้าประเทศไทยต่อเนื่องถึง 19,056 ล้านบาท
วันที่ 17 พฤษภาคม 2567 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนเมษายน 2567 พบว่ามีจำนวน 6,530 ราย เพิ่มขึ้น 489 ราย หรือ 8.09% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2566 และมีมูลค่าทุนจดทะเบียน 27,271.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,373.99 ล้านบาท หรือ 30.50% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2566
โดยเป็นผลมาจากรัฐบาลประกาศพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา ทำให้มีการลงทุน ในโครงสร้างขั้นพื้นฐานต่าง ๆ รวมทั้งโครงการ Digital Wallet ที่มีนโยบายออกมาอย่างชัดเจน และคาดว่าจะเริ่มให้ประชาชนและร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการในไตรมาส 2-3 ของปี 2567 รวมทั้งนโยบายที่กระตุ้นด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้มีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจเพื่อรองรับโครงการต่าง ๆ ของรัฐ

ทั้งนี้ เป็นสัญญาณบวกสะท้อนให้เห็นว่าไตรมาส 2 ของปีนี้ เลขการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่จะมีจำนวนสูงกว่าในปีที่ผ่านมา ที่สำคัญจำนวนจัดตั้งธุรกิจใหม่ในเดือนเมษายน 2567 ยังเป็นจำนวนสูงที่สุดของเดือนเมษายน ในทุก ๆ ปี ตั้งแต่กรมเปิดให้บริการจดทะเบียนธุรกิจมา 101 ปี โดยธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 565 ราย ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 455 ราย และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 329 ราย
ขณะที่การจัดตั้งธุรกิจใหม่ 4 เดือนแรกของปี 2567 (มกราคม-เมษายน 2567) มีจำนวน 31,533 ราย ลดลงเล็กน้อยจำนวน 690 ราย หรือ 2.14% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม-เมษายน 2566 ทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 95,212.41 ล้านบาท ลดลง 265,280.89 ล้านบาท หรือ 73.59% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม-เมษายน 2566 (เนื่องจากปี 2566 มีการควบรวมกิจการของบริษัทที่มีมูลค่าทุนเกิน 100,000 ล้านบาท) และคาดการณ์ตัวเลขการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในครึ่งปีแรกของปี 2567 อยู่ที่ 44,000-47,000 ราย
จดทะเบียนเลิก
การจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนเมษายน 2567 มีจำนวน 810 ราย ลดลง 126 ราย หรือ 13.46% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2566 และลดลงจากเดือนมีนาคม 2567 จำนวน 101 ราย หรือ 11.09% มูลค่าทุนจดทะเบียนเลิก 5,096.83 ล้านบาท ลดลง 80.37 ล้านบาท หรือ 1.55% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2566 และลดลงจากเดือนมีนาคม 2567 จำนวน 485.45 ล้านบาท หรือ 8.70% โดยธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการ 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 88 ราย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 44 ราย และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 29 ราย
ขณะที่การจดทะเบียนเลิกสะสม 4 เดือนแรกของปี 2567 (มกราคม-เมษายน 2567) มีจำนวน 3,619 ราย ลดลง 585 ราย หรือ 13.92% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม-เมษายน 2566 โดยมีทุนจดทะเบียนเลิกสะสมอยู่ที่ 17,040.40 ล้านบาท ลดลง 18,029.42 ล้านบาท หรือ 51.41% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม-เมษายน 2566 ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับอัตราการจัดตั้งต่อการเลิกประกอบกิจการของปี 2567 มีอัตราอยู่ที่จัดตั้ง 9 ราย เลิก 1 ราย (9 : 1)
นิติบุคคลที่ยังทำธุรกิจ
ปัจจุบัน (30 เมษายน 2567) มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 1,908,768 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 29.95 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่จำนวน 917,916 ราย แบ่งออกเป็นบริษัทจำกัดจำนวน 714,622 ราย คิดเป็น 77.85% ของจำนวนนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียน 15.98 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัด และห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลจำนวน 201,834 ราย คิดเป็น 21.99% ของจำนวนนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียน 0.48 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,460 ราย คิดเป็น 0.16% ของจำนวนนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียน 5.74 ล้านล้านบาท
อนุญาตต่างชาติลงทุนในไทย
ขณะที่ในเดือนเมษายน 2567 มีการอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 75 ราย เพิ่มขึ้น 5 ราย หรือ 7% เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2567
โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวจำนวน 16 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) จำนวน 59 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 19,056 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,692 ล้านบาท หรือ 104% เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2567
มีนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 3 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น จำนวน 23 ราย เงินลงทุน 15,048 ล้านบาท สหรัฐอเมริกา จำนวน 12 ราย เงินลงทุน 100 ล้านบาท และสิงคโปร์ จำนวน 10 ราย เงินลงทุน 1,205 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี 4 เดือนแรก (มกราคม-เมษายน 2567) อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยตามพระราชบัญญัติ จำนวน 253 ราย เพิ่มขึ้นจำนวน 36 ราย หรือ 17% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 เกิดเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 54,958 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16,256 ล้านบาท หรือ 42% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566
