“จุรินทร์” เผยยอดจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ ม.ค. 66 พุ่งกว่า 8,466 ราย โตเพิ่ม 6% สูงสุดในรอบ 10 ปี ธุรกิจตั้งใหม่ 3 อันดับแรก ก่อสร้าง-อสังหา-ร้านอาหาร
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2566 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงยอดการจดทะเบียนธุรกิจจัดตั้งใหม่เดือนมกราคม 2566 พบว่ามีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ทั่วประเทศในเดือนมกราคม 2566 จำนวน 8,466 ราย เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จำนวน 7,972 ราย สำหรับมูลค่าทุนจดทะเบียนเดือนมกราคม 2566 อยู่ที่ 20,847.11 ล้านบาท
การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในเดือนมกราคม 2566 เป็นการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ที่สูงสุดในรอบ 10 ปี นับจากเดือนมกราคม 2557 จนถึงมกราคม 2566 โดยประเภทธุรกิจที่มีการจัดตั้งสูงสุด 3 อันดับแรก คือ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร และมีสัดส่วนรวมคิดเป็น 19.2% ของธุรกิจจัดตั้งใหม่ทั้งหมดในเดือนมกราคม 2566
ประเภทธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 704 ราย คิดเป็น 8% รองลงมา คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 545 ราย คิดเป็น 6% และอันดับ 3 คือ ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 379 ราย คิดเป็น 4% ตามลำดับ
ทั้งนี้ 3 ธุรกิจดังกล่าว มีภาพรวมการจดทะเบียนจัดตั้งเพิ่มขึ้นกว่า 11.6% สอดคล้องกับการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในภาพรวม ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในภาพรวมที่ดีขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์การท่องเที่ยวภายในประเทศ และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการเปิดรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบและประกอบกับนโยบายการท่องเที่ยวต่างประเทศของประเทศจีน อันเป็นตลาดเป้าหมายสำคัญด้านการท่องเที่ยวของไทย
รวมทั้งสถานการณ์ในภาคการผลิตที่มีการผ่อนคลายลงด้านปัจจัยการผลิต เป็นผลให้ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบธุรกิจเพิ่มขึ้น อ้างอิงได้จากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าคาดการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 อยู่ประมาณที่ 40,000-42,000 ราย และตลอดทั้งปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 72,000-77,000 ราย
สำหรับธุรกิจเลิกประกอบกิจการเดือนมกราคม 2566 มีจำนวน 1,297 ราย เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับมูลค่าทุนจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนมกราคม 2566 อยู่ที่ 4,268.20 ล้านบาท ซึ่งประเภทธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 141 ราย คิดเป็น 11% ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 54 ราย คิดเป็น 4% และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 44 ราย คิดเป็น 3% ตามลำดับ
และธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ เดือนมกราคม 2566 มีธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ทั้งสิ้น (ณ วันที่ 31 ม.ค. 66) จำนวน 857,511 ราย มูลค่าทุน 21.36 ล้านล้านบาท เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด/ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 201,641 ราย คิดเป็น 23.52% บริษัทจำกัด 654,488 ราย คิดเป็น 76.32% และบริษัทมหาชนจำกัด 1,382 ราย คิดเป็น 0.16% ตามลำดับ
ทั้งนี้การลงทุนประกอบธุรกิจในไทยภายใต้กฎหมายต่างด้าวเดือนมกราคม 2566 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจทั้งสิ้น 52 ราย แบ่งเป็นใบอนุญาตประกอบธุรกิจ 22 ราย และหนังสือรับรองประกอบธุรกิจ 30 ราย มีเม็ดเงินลงทุนทั้งสิ้น 5,129 ล้านบาท ลดลง 69% เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (ธันวาคม 2565) และลดลง 47% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (มกราคม 2565)
นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด 3 สัญชาติแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น 14 ราย เงินลงทุน 3,588 ล้านบาท สิงคโปร์ 6 ราย เงินลงทุน 410 ล้านบาท และสหรัฐอเมริกา 6 ราย เงินลงทุน 9 ล้านบาท ตามลำดับ
