เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
อินโดนีเซีย ขาดดุลครั้งแรกในรอบ 6 ปี รูเปียห์อ่อน-น้ำมันแพง
World อินโดนีเซีย ขาดดุลครั้งแรกในรอบ 6 ปี รูเปียห์อ่อน-น้ำมันแพง
“ทรีนีตี้” ประเมินหุ้นไทยไตรมาส 3 ปรับตัวขึ้นระลอกสุดท้าย แนะจับตา 4 ความเสี่ยงสำคัญ
Finance “ทรีนีตี้” ประเมินหุ้นไทยไตรมาส 3 ปรับตัวขึ้นระลอกสุดท้าย แนะจับตา 4 ความเสี่ยงสำคัญ
SUPALAI ผนึก TOA เปิดตัวนวัตกรรม ‘ถังบำบัดน้ำล้างสี’ รายแรกในไทย
Real Estate SUPALAI ผนึก TOA เปิดตัวนวัตกรรม ‘ถังบำบัดน้ำล้างสี’ รายแรกในไทย
SC ผนึก SCB ดึงลูกค้า wealth ซื้อบ้านหรูพ่วงลงทุน ประเดิม “ซันเล เรสซิเดนเซส” โครงการแรก
Real Estate SC ผนึก SCB ดึงลูกค้า wealth ซื้อบ้านหรูพ่วงลงทุน ประเดิม “ซันเล เรสซิเดนเซส” โครงการแรก
พาณิชย์เชื่อมโยงกุ้ง-มะพร้าว ดันรับซื้อกุ้ง 2,000 ตัน ล็อตแรกส่งมะพร้าว 3 หมื่นลูกเข้าโรงงาน
Economic พาณิชย์เชื่อมโยงกุ้ง-มะพร้าว ดันรับซื้อกุ้ง 2,000 ตัน ล็อตแรกส่งมะพร้าว 3 หมื่นลูกเข้าโรงงาน
คอนเทนต์ไทยปัง DITP ปิดดีลญี่ปุ่น 231 คู่ ดันมูลค่าการค้าแตะ 118 ล้านบาท
Economic คอนเทนต์ไทยปัง DITP ปิดดีลญี่ปุ่น 231 คู่ ดันมูลค่าการค้าแตะ 118 ล้านบาท
ราคาทองวันนี้ (1 ก.ค. 69) ร่วงลง 350 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,750 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (1 ก.ค. 69) ร่วงลง 350 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,750 บาท
เกษตรฯ ปั้น ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ นำร่อง 2,000 ไร่ ปูทางขายคาร์บอนเครดิต
Economic เกษตรฯ ปั้น ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ นำร่อง 2,000 ไร่ ปูทางขายคาร์บอนเครดิต
ฟิทช์ เรทติ้งส์ จับตาผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่ 10 อันดับแรกของไทยแบกหนี้สูง-เสี่ยงรีไฟแนนซ์ยาก
Finance ฟิทช์ เรทติ้งส์ จับตาผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่ 10 อันดับแรกของไทยแบกหนี้สูง-เสี่ยงรีไฟแนนซ์ยาก
ผู้ส่งออกกุ้งมีลุ้น! “สุริยะ” คาดไม่เกิน 30 วัน ไทยส่งกุ้งไปมาเลเซียได้ปกติ
Economic ผู้ส่งออกกุ้งมีลุ้น! “สุริยะ” คาดไม่เกิน 30 วัน ไทยส่งกุ้งไปมาเลเซียได้ปกติ
ดูทั้งหมด

เอกชนหวั่น น้ำท่วมภาคเหนือลากยาว เสียหาย 10,000 ล้าน

02 ก.ย. 2567 | 16:27น.
นายสนั่น อังอุบลกุล

นายสนั่น อังอุบลกุล

สนั่นเผยเอกชนหวั่นน้ำท่วมลากยาวกระทบเศรษฐกิจภาคเหนือเกือบ 10,000 ล้านบาท ภาคการเกษตรหนักสุด มูลค่าความเสียหายถึง 7,168 ล้านบาท เสนอให้รัฐบาลจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย

วันที่ 1 กันยายน 2567 นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงความกังวลของภาคเอกชนในการติดตามอัพเดตสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในภาคเหนือว่า ยังมีแนวโน้มที่ฝนจะตกเพิ่มอีกระลอก โดยหอการค้าไทยและมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินมูลค่าความเสียหายกรณีสถานการณ์น้ำท่วมในเขตพื้นที่ภาคเหนือเบื้องต้นประมาณ 8,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.05% ของ GDP (สมมุติให้สถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายภายใน 15 วัน)

ทั้งนี้ จากการประเมินพบว่าภาคการเกษตรได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยมีมูลค่าความเสียหายถึง 7,168 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 89.6% ของความเสียหายทั้งหมด รองลงมาเป็นภาคบริการเสียหาย 693 ล้านบาท (8.66%) และภาคอุตสาหกรรมเสียหาย 139 ล้านบาท (1.74%)

โดยจังหวัดที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด 3 อันดับ ได้แก่ เชียงราย มีมูลค่าความเสียหายรวม 3,632 ล้านบาท รองลงมาคือพะเยา 2,034 ล้านบาท และสุโขทัย 1,359 ล้านบาท ตามลำดับ

แต่อย่างไรก็ตาม หลายจังหวัดยังมีความเสี่ยงที่อาจเกิดน้ำท่วม โดยเฉพาะฝนตกหลังเขื่อนที่อาจสร้างผลกระทบเพิ่มเติม ซึ่งหากสถานการณ์ยื้อเยื้อถึง 1 เดือน และขยายวงกว้างอาจเสียหายรวมกว่าหมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 0.06% ของ GDP

ดังนั้น ในระยะสั้นหอการค้าเสนอให้รัฐบาลจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย

โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อให้การสั่งการและมอบหมายนโยบายข้ามกระทรวงเกิดการบูรณาการการทำงานอย่างคล่องตัว และจะต้องเตรียมแผนรับมือมวลน้ำที่จะไหลลงมาสู่ภาคกลางและกรุงเทพฯ ตลอดจนปริมาณฝนที่คาดว่าจะมีการตกหลังเขื่อนในช่วงเดือนกันยายนและตุลาคม ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมเพิ่มเติมได้ หากรัฐบาลมีแผนเชิงป้องกันไว้ล่วงหน้าที่ชัดเจนก็จะช่วยลดผลกระทบและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนและเศรษฐกิจได้มาก

สำหรับประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะมีโอกาสเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลเหมือนกับปี 2554 หรือไม่

นายสนั่นกล่าวอีกว่า ส่วนนี้หอการค้ามองว่ามีความเป็นไปได้น้อย โดยประเมินจาก 5 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

1) ปริมาณฝนสะสมปี 2567 น้อยกว่าปี 2554 โดยในปี 2554 มีปริมาณฝนสะสมทั้งปีสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 24% ขณะที่ปี 2567 มีปริมาณฝนสะสมตั้งแต่ ม.ค.-20 ส.ค. ต่ำกว่าค่าปกติ 4%

2) จำนวนพายุที่คาดว่าจะเข้าประเทศไทยปี 2567 น้อยกว่า ปี 2554 โดยในปี 2554 มีพายุเข้าถึง 5 ลูก ขณะที่ปี 2567 คาดว่าจะมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนที่เข้าประเทศไทยเพียง 1-2 ลูก

3) ความสามารถในการรองรับน้ำของเขื่อนหลักปี 2567 ดีกว่าปี 2554 ณ วันที่ 30 ส.ค. 2567 เขื่อนหลัก 4 แห่งมีปริมาณน้ำใช้การ 7,208 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 40% ของความจุ ยังรับน้ำได้อีก 10,967 ล้าน ลบ.ม. (เทียบกับปี 2554 ที่สามารถรับน้ำเพิ่มได้เพียง 4,647 ล้าน ลบ.ม.) แสดงว่าเขื่อนหลัก 4 แห่งยังมีความสามารถในการรองรับน้ำได้อีกมาก

4) แนวโน้มสถานการณ์น้ำในลำน้ำสายหลัก ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ปกติถึงน้ำน้อย

5) ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 แม่น้ำเจ้าพระยา ยังไม่มากเท่ากับปี 2554 ซึ่งปี 2567 มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,307 ลบ.ม./วิ (คาดการณ์สูงสุด 2,860 ลบ.ม./วิ) เทียบกับปี 2554 ที่มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,284 ลบ.ม./วิ (ค่าสูงสุด 4,689 ลบ.ม./วิ)

ดังนั้น แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์น้ำในปี 2567 มีความรุนแรงน้อยกว่าปี 2554 อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้มีความเป็นไปได้น้อยที่จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลเหมือนกับปี 2554 แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญทันทีหลังสถานการณ์ระดับน้ำลดลงและเข้าสู่ภาวะปกติคือ การช่วยเหลือ ซ่อมแซม และฟื้นฟู ให้ประชาชนและภาคธุรกิจในพื้นที่

โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรง เช่น ประชาชนที่บ้านจมหายหรือเสียหายทั้งหลังควรได้รับเงินชดเชยหรือเงินช่วยเหลือ ส่วนของภาคธุรกิจก็ต้องเร่งสำรวจจัดลำดับความเสียหาย ซึ่งหอการค้าเห็นว่ารัฐบาลควรมีนโยบายให้สถาบันการเงินของรัฐเร่งจัดมาตรการทางการเงินช่วยเหลือ เช่น การพักชำระหนี้ การลดดอกเบี้ย หรือแม้แต่ Soft Loan เพื่อช่วยปรับปรุง ซ่อมแซม เครื่องไม้เครื่องมือในการประกอบธุรกิจ เพื่อให้ภาคธุรกิจกลับมาฟื้นตัวได้โดยเร็ว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

น้ำท่วม เอกชน