เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 400 บาท ทองรูปพรรณ 69,550 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 400 บาท ทองรูปพรรณ 69,550 บาท
สคร. ชง คนร. ฟื้นฟู 3 รัฐวิสาหกิจ ชี้ 8 แห่งส่อควบรวม
Finance สคร. ชง คนร. ฟื้นฟู 3 รัฐวิสาหกิจ ชี้ 8 แห่งส่อควบรวม
ค่าเงินบาทวันนี้ (7 ก.ย. 69) เปิดตลาด 32.92 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (7 ก.ย. 69) เปิดตลาด 32.92 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
ทำไมการมี ‘เครือข่ายที่หลากหลาย’ คือทางรอด-สร้างโอกาสใหม่ในโลกธุรกิจยุคใหม่
Business ทำไมการมี ‘เครือข่ายที่หลากหลาย’ คือทางรอด-สร้างโอกาสใหม่ในโลกธุรกิจยุคใหม่
เริ่มจ่ายเยียวยา 9 พัน รอบแรก “น้ำท่วมน่าน” 8 ก.ย.นี้ รวม 1.5 หมื่นครัวเรือน วงเงิน 136 ล้าน
Politics เริ่มจ่ายเยียวยา 9 พัน รอบแรก “น้ำท่วมน่าน” 8 ก.ย.นี้ รวม 1.5 หมื่นครัวเรือน วงเงิน 136 ล้าน
พยากรณ์อากาศวันนี้ (7 ก.ย. 69) ยังมีฝนตกหนักบางแห่ง กทม. ฝนตก 60% ของพื้นที่
News พยากรณ์อากาศวันนี้ (7 ก.ย. 69) ยังมีฝนตกหนักบางแห่ง กทม. ฝนตก 60% ของพื้นที่
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (7 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.55% อยู่ที่ 80,276 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (7 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.55% อยู่ที่ 80,276 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (7 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (7 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ดวงรายสัปดาห์ 6-12 กันยายน 2569
ดวง ดวงรายสัปดาห์ 6-12 กันยายน 2569
ก.พ. แจงแผนชะลอกำหนดตำแหน่ง ขรก. ไม่ใช่เบรกเลื่อนระดับสูงขึ้น
Politics ก.พ. แจงแผนชะลอกำหนดตำแหน่ง ขรก. ไม่ใช่เบรกเลื่อนระดับสูงขึ้น
ดูทั้งหมด

สึนามิตกงานปลายปี 1.5 ล้านคน ชง 10 ข้อเสนอ แก้ปัญหาลอยแพ

11 ก.ค. 2563 | 18:02น.

แรงงานภาคอุตสาหกรรมเจอสึนามิของจริง เสี่ยงตกงานเพิ่มอีก 1.5 ล้านคนช่วง 5 เดือนหลัง ทั้งปีรวมกว่า  3 ล้านคน ด้าน แรงงานนอกระบบประกันสังคมอีก 12 ล้านคน เสี่ยงตกงานอีกเพียบ  ส.อ.ท.เสนอรัฐ 10 มาตรการแก้ปัญหาว่างงาน  วอนต่ออายุจ่ายเงินชดเชยประกันสังคม 62% ตามมาตรา 33 ถึงสิ้นปี ช่วยนายจ้างรับมือสึนามิคนตกงาน ชี้ถ้าไม่มีเงินช่วยเหลือใหม่เข้ามาต้องปิดโรงงานลอยแพคนงานแน่

แม้ว่าประเทศไทยจะดำเนินมาตรการผ่อนคลายการล็อกดาวน์ทางเศรษฐกิจและสังคมลง หลังจากที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ แต่ในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศคู่ค้าสำคัญยังเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสหรัฐ-สหภาพยุโรปมีคำสั่งซื้อสินค้าลดลง การชะลอการลงทุนในไทย ไปจนกระทั่งถึงมาตรการ “จำกัด” การเดินทางที่ส่งผลกระทบมาถึงภาคการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อไทยและนำมาสู่ปัญหาการปิดกิจการและการจ้างงานโดยตรง

รอดโควิดแต่เหมือนคนป่วย

นายสุชาติ จันทรานาคราช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการมาตรการแรงงาน (ส.อ.ท.) กล่าวถึงทิศทางการจ้างงานว่า ขณะนี้มีแนวโน้มการเลิกจ้างแรงงานมากขึ้น แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศไทยจะคลี่คลายลง แต่การแพร่ระบาดทั่วโลกยังมีความรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศคู่ค้าหลักทั้งสหรัฐ-สหภาพยุโรป ที่ส่งผลเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและการส่งออกของไทย นอกจากนี้ ยังมีสถานการณ์ที่นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทยไปยังประเทศเวียดนามมากขึ้นด้วย

“ไทยมีมาตรการป้องกันโควิด-19 ได้ดีมาก เรายอมแลกเศรษฐกิจกับความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งถือเป็นเรื่องถูกต้อง ทำให้รอดจากโควิดอย่างสวยงาม แต่คนอื่นยังป่วย ทำให้เราก็เหมือนป่วยเหมือนประเทศอื่น ๆ เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติ 39.5 ล้านคนเข้ามาในประเทศไทยไม่ได้เลย อาจจะเหลือแค่ 9 ล้านคน ไทยยังส่งออกไปประเทศอื่นไม่ได้ ซึ่งตัวเลขนี้คิดเป็น 75% ของ GDP เป็นการส่งออกสินค้า 55% ที่เหลือเป็นท่องเที่ยวและแบ่งอีกได้ว่า เที่ยวในประเทศ 8% ต่างประเทศ 12% ฉะนั้นการหนุนท่องเที่ยวไทยจึงไม่สามารถหารายได้มาชดเชยได้ อีกเรื่องที่น่าห่วงก็คือ ผู้ประกอบการไทยและต่างชาติในประเทศไทย เช่น ญี่ปุ่น ย้ายฐานการลงทุนออกไปยังประเทศเวียดนามไม่ใช่น้อย ๆ ส่งผลให้เราจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์แรงงาน จะทำอย่างไรเพื่อดึงดูดนักลงทุนไว้ให้ได้”

เสี่ยงตกงานเพิ่มอีก 1.5 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนสิงหาคมจนถึงปลายปี จะเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า“เมนช็อก (main shock)” หรือเกิดสึนามิของจริงในภาคธุรกิจ เนื่องมาจากเศรษฐกิจในประเทศยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้ ทางอนุกรรมการแรงงาน ส.อ.ท.คาดการณ์ว่า จะมีผู้ว่างงานภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 1.5 ล้านคน จาก ณ เดือนมิถุนายนคาดว่า มีจำนวนผู้ว่างงาน 2 ล้านคนเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ธุรกิจ SMEs น่าห่วงที่สุด” จากในปัจจุบันไทยมีผู้ประกอบการ SMEs ประมาณ 3 ล้านราย แต่ยังมีการจ้างแรงงานอยู่ถึง 12 ล้านคน ที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม เรื่องนี้จะเป็นปัญหาใหญ่เป็นภูเขาน้ำแข็ง แต่ยังไม่สามารถฟันธงไปได้ว่าจะมีจำนวนเท่าไร แต่ถือว่ารุนแรง เพราะ SMEs กลุ่มนี้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

“เดิมที่ผมเห็นข้อมูลคาดว่าจะมีแรงงานเสี่ยงตกงานจากตัวเลขของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ กกร.ใช้แถลงจำนวน 8.4 ล้านคน แบ่งเป็น ภาคบริการ4.4 ล้านคน ภาคท่องเที่ยว 2.5 ล้านคน และภาคอุตสาหกรรม 1.5 ล้านคนแต่เรามีข้อมูลประกันสังคมที่ยืนยันได้ว่าณ เดือนมิถุนายน 2563 มีแรงงานที่ตกงานไปแล้ว 850,000 คน จากเดือนเมษายนที่มี 319,824 คน และยังมีกลุ่มว่างงานชั่วคราวจากเหตุสุดวิสัยที่ขอรับเงินชดเชยตามมาตรา 33 ประกันสังคมจ่าย 62% อีก 2.1 ล้านคน 3 เดือนกำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนสิงหาคม โดยคาดว่ากลุ่มนี้จะกลับมาทำงาน 50% หรือ 1 ล้านคน และมีกลุ่มลูกจ้างชั่วคราวที่ตกงานได้รับชดเชย 75% ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานอีก 500,000-600,000 คน รวม 2 ล้านคนเศษ ซึ่งหากนำมารวมกับยอดคาดการณ์จำนวนผู้ตกงานเพิ่ม 1.5 ล้านคน คิดเป็นตัวเลขกลม ๆ ก็ประมาณไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคนแน่” นายสุชาติกล่าว

ทั้งนี้ ในภาพรวมประเทศไทยมีจำนวนแรงงานในประเทศทั้งหมด 38.5 ล้านคนจากจำนวนประชากร 66-67 ล้านคน และหากแยกตามประเภทแรงงานเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมทั้งประเทศมีจำนวน 6.5 ล้านคน ซึ่งสามารถสร้างเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจ คิดเป็น 30% ของ GDP

“แรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคมทั้งหมด 11 ล้านคน ซึ่งในกลุ่มนี้มีปัญหาอยู่ประมาณ 2 ล้านคนเศษดังกล่าว เราได้การสำรวจว่า ในช่วงที่ผ่านมาภาคอุตสาหกรรมเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือด้านประกันสังคมในการเยียวยาผลกระทบ5% เพราะมีเงื่อนไขกำหนดว่า หากหยุดไม่ถึง 30 วัน จะไม่เข้าเกณฑ์ใช้ประโยชน์ ทำให้เอกชนที่ยังสามารถปรับลดเวลาการทำงานเพราะผลิตอยู่บางส่วนนั้นไม่สามารถใช้สิทธิขอรับเงินชดเชยได้ แต่หลังจากเดือนสิงหาคมไปแล้วจะเห็นภาพการเลิกจ้างเพิ่มขึ้นแน่นอน” นายสุชาติกล่าว

ขอขยายชดเชย ม.33 ถึงสิ้นปี

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้มีการหารือกับภาครัฐถึงการเตรียมมาตรการรับมือการว่างงานในระยะเร่งด่วน โดยขอให้พิจารณาให้ความช่วยเหลือด้วยการขยายระยะเวลาจ่ายชดเชยการว่างงานชั่วคราวตามมาตรา 33 จ่าย 62% ซึ่งเดิมจะสิ้นสุดในเดือนสิงหาคม ออกไปอีก 150 วัน หรือไปถึงสิ้นปี 2563 โดยหากคำนวณเฉลี่ยประกันสังคมช่วยจ่ายอยู่ที่คนละ 6,000 บาท 5 เดือนรวมเป็นคนละ 30,000 บาท คิดเป็นวงเงินรวม 90,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่น้อยหากเทียบกับวงเงินประกันสังคมที่มีอยู่ 1.74 ล้านล้านบาท

“เหตุที่เสนอให้ขยายระยะเวลาการจ่ายชดเชยตามมาตรา 33 ออกไป เพราะเราเห็นแล้วว่าสึนามิจะมาในเดือนสิงหาคม เราต้องรับมือด้วยการใช้ประกันสังคมมาซัพพอร์ต เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาถูกเลิกจ้างมากขึ้น วิธีนี้ช่วยทั้งลูกจ้างและนายจ้างให้ยังมีชีวิตสามารถอยู่ต่อไปได้ หากปีหน้าฟ้าใหม่กลับมาทำธุรกิจก็จ้างต่อได้ แต่หากรัฐบาลไม่ช่วยผู้ประกอบการ และผู้ประกอบการอยู่ไม่ไหว เดือนสิงหาคมก็จบกันแค่นี้ ต่างคนต่างไป เจ้าของอาจจะคิดสั้นไปเลย ถึงขั้นลอยแพคนงานก็เป็นได้”

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอให้ขยายระยะเวลาจ่ายชดเชยตามมาตรา 33 ถือเป็น 1 ใน 10 ข้อเสนอด้านการเยียวยาและการฟื้นฟูด้านแรงงานในนาม ส.อ.ท. ที่เสนอต่อรัฐบาลเพื่อประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงการคลัง ส่วนข้อเสนออีก 9 ข้อที่เหลือประกอบด้วย 1) อนุญาตให้ปรับการจ้างงานเป็นรายชั่วโมงได้ โดยคิดค่าจ้างในอัตราชั่วโมงละ40-41 บาท/ชม. ระยะเวลาจ้างขั้นต่ำ 4-8 ชม./วัน เรื่องนี้จะมีการจัดทำประชาพิจารณ์เพื่อแก้ไขกฎหมายในวันที่ 13 กรกฎาคม 2563 2) ขอปรับอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 เหลือร้อยละ 0.01 3) จัดสรรกองทุนเยียวยา
ผู้ประกอบการเพื่อรักษาเสถียรภาพการจ้างโดยให้เงินเยียวยาแก่ลูกจ้างผ่านนายจ้าง

4) โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ ดอกเบี้ยร้อยละ 0.1 ต่อปี 5) อนุญาตให้แรงงานต่างด้าวที่มีใบอนุญาต (ซึ่งถูกเลิกจ้างเนื่องจากการเลิกกิจการ) สามารถเปลี่ยนนายจ้างได้ชั่วคราว 6) ขอให้ภาครัฐรับรองการอบรม online เป็นส่วนหนึ่งของวิธีการจัดอบรม ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 เพื่อเพิ่มทางเลือกในรูปแบบการฝึกอบรมและลดค่าใช้จ่ายให้ผู้ประกอบการ 7) จัดสรรงบประมาณดำเนินโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพแรงงาน upskill/reskill เพื่อรองรับงานในอนาคต โดยควรจะมีการพิจารณาเพิ่มงบประมาณให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งปัจจุบันมีงบประมาณ 30 ล้านบาท ควรเพิ่มเป็น 3,000-5,000 ล้านบาท โดยให้ภาคเอกชนร่วมเป็นผู้นำในการปรับปรุงประสิทธิภาพแรงงานเพื่อดึงดูดการลงทุน

8) ลดเงินสมทบประกันสังคมของนายจ้าง จากร้อยละ 4 เหลือร้อยละ 1 และขยายระยะเวลาลดเงินสมทบประกันสังคมของลูกจ้างเหลือร้อยละ 1 โดยให้มีผลจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ซึ่งสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา

และ9) ขยายมาตรการนำค่าจ้างพนักงานมาหักรายจ่ายได้ 3 เท่าจนถึงสิ้นปี 2563 โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขเรื่องจำนวนลูกจ้างต้องไม่น้อยกว่าจำนวนลูกจ้าง ณ วันสุดท้ายของเดือนธันวาคม 2562 มาตรการเดิม หักรายจ่ายได้ในเดือน เม.ย.-ก.ค. 2563 เฉพาะ SMEs

ส่วนการให้ความช่วยเหลือแรงงานในกลุ่มนอกประกันสังคมของ SMEs 12 ล้านคน ตอนนี้ยังไม่มีมาตรการอะไร เพียงแต่รัฐบาลเตรียมออกกองทุนให้ผู้ประกอบการกู้เพื่อนำไปใช้หมุนเวียนในธุรกิจ รวมถึงการจ้างงาน ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ประกันสังคม ว่างงาน