เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

“ศรีไทย” ปรับแผน รับมือโควิดระลอกใหม่

10 ม.ค. 2564 | 17:28น.
สนั่น อังอุบลกุล

สนั่น อังอุบลกุล

เมื่อปีที่ผ่านมา “ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์” หนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ทุบเศรษฐกิจฉุดกำลังซื้อทั่วโลกจนทำให้ต้องปรับขนาดองค์กร รีดไขมัน

อาทิ การหยุดจ้างแรงงานชั่วคราว 600 คน จากการหยุดโรงงานในพื้นที่ จ.นครราชสีมาหยุด 1 โรงงาน เหลือ 3 โรงงาน หยุดจ้างแรงงานประเภทชั่วคราว 250 คน เหลือ 1,100-1,200 คน และโรงงานที่ อ.บางปู จ.สมุทรปราการ ปิดชั่วคราว 1 เดือน มีพนักงาน 350 คน (ยังเหลือในส่วนที่ จ.ชลบุรี ซึ่งมีพนักงาน 650 คน และที่สุขสวัสดิ์ ที่มีแรงงาน 800 คน) และการปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่างประเทศ เน้นตลาดศักยภาพสูงอย่างเวียดนามมากขึ้น

ผ่านมาจนถึงปลายปี 2563 ดูเหมือนสถานการณ์จะดีขึ้น แต่ก็กลับโดนพิษโควิดระลอกใหม่ระบาดลามทั่วโลก “ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ “สนั่น อังอุบลกุล” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SITHAI อีกครั้ง

Q : ประเมินผลกระทบโควิดระลอกใหม่รุนแรงเท่ากับช่วงต้นปี 2563 หรือไม่

ในส่วนของบริษัทคาดว่าสำหรับตลาดในประเทศจะไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนตลาดต่างประเทศยังคงได้รับผลกระทบจากการระบาดอยู่บ้าง

แต่อย่างไรก็ตาม ภาครัฐน่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งไทยจะเริ่มสามารถผลิตวัคซีนได้ โดยบริษัทสยาม ไบโอไซเอนซ์ ภายในครึ่งปีแรกจึงเชื่อว่าเศรษฐกิจปี 2564 จะยังขยายตัวประมาณ 3% เนื่องจากฐานปี 2563 ที่ติดลบ 6-7%

“การระบาดใหม่มีมาตรการล็อกดาวน์ในจุดเสี่ยงที่จำเป็น ไม่ได้ล็อกดาวน์ทั้งประเทศเหมือนการระบาดในครั้งแรก จึงมองว่าธุรกิจการส่งออกในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 3% จากปีก่อน ส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวยังคงไม่ฟื้น”

Q : บริษัทปรับแผนธุรกิจรับความเสี่ยงระลอก 2 อย่างไรบ้าง

บริษัทมีการจัดตั้งทีมงานชื่อ COVID officer team เพื่อติดตามในการป้องกันการติดเชื้อในสำนักงาน และโรงงาน โดยการคัดกรองอย่างเข้มงวด ทั้งพนักงาน และบุคคลภายนอก ผู้มาติดต่อ และยังมีการจัดให้พนักงานส่วนงานที่สามารถทำงานที่บ้านได้ก็ให้ทำงานที่บ้าน หรือ work from home ผ่านระบบออนไลน์

โดยมีทีมไอทีสนับสนุนการทำงานออนไลน์ของพนักงานที่ทำงาน work from home และใช้การประชุมทางไกลผ่าน VDO conference แทนการประชุมแบบเห็นหน้ากัน หรือ face to face

Q : แผนการลงทุนในปี 2564 เป็นอย่างไร ตอนนี้จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนหรือไม่

ในปีนี้บริษัทวางงบประมาณสำหรับการลงทุนไว้ที่ 250 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ในการซ่อมแซมบำรุงรักษาเครื่องจักร และลงทุนในแม่พิมพ์ และเครื่องจักรที่จำเป็น ตอนนี้บริษัทชะลอการลงทุน และดำเนินการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ทั้งยังมีการปรับโครงสร้างองค์กร โดยเสริมทีมผู้บริหารใหม่ที่มี talent มากขึ้น

ทั้งยังวางกลยุทธ์ปรับแผนการเงิน โดยมีการดำเนินการหลายด้าน เช่น แต่งตั้งคณะทำงานติดตามหนี้ เพื่อเร่งรัดการเก็บหนี้และระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อใหม่ การระบายสินค้าคงเหลือเพื่อเก็บถือครองเงินสด การเจรจาขอขยายเครดิตเทอมจากเจ้าหนี้การค้า ทั้งยังมีการเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าด้วย

“บริษัทสำรองเงินสดให้เพียงพอต่อการใช้จ่ายในสภาวะการระมัดระวังการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน”

Q : ตอนนี้มองเป้าหมายรายได้ปีนี้อย่างไรบ้าง

บริษัทได้รายงานผลการดำเนินงานรวมไตรมาส 3/2563 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าปรับตัวดีขึ้น ไตรมาส 3/2562 โดยมีรายได้ 1,698 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2563 จำนวน 151 ล้านบาท หรือ 9.8% แต่ลดลงจากไตรมาส 3/2562 จำนวน 354 ล้านบาท หรือ 17.3%

เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในช่วงไตรมาส 3 ผ่อนคลายมากขึ้นกว่าในไตรมาส 2/2563 ซึ่งผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ทำให้หลายกิจการปิดตัวลง อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นกระทบต่อรายได้ของประชาชน

แม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคแล้วในไตรมาส 3/2563 แต่ประชาชนก็ยังมีความกังวลและระมัดระวังการใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีกำไรขั้นต้น 164 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 35 ล้านบาทหรือ 27.1% แต่ลดลงจำนวน 29 ล้านบาทหรือ 15.0% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2562

ซึ่งจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2563 ทำให้บริษัทคาดว่ารายได้ปี 2563 จะมีมูลค่า 7,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นในส่วนของรายได้จากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือน 1,000 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์เพื่องานอุตสาหกรรม อีก 5,750 ล้านบาท และอื่น ๆ อีก 250 ล้านบาท

“ส่วนคาดการณ์ของปี 2564 มองว่า จากกลยุทธ์ตามที่ได้ปรับแผนไป คาดว่า จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 7,560 ล้านบาท จากยอดขายที่ขยายตัวในทุกกลุ่มสินค้า โดยสินค้าผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือน น่าจะมีมูลค่า 1,100 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์เพื่องานอุตสาหกรรมน่าจะมีมูลค่า 6,210 ล้านบาท และรายได้อื่น ๆ อีก 250 ล้านบาท”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สนั่น อังอุบลกุล