สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เปิดทิศทางใหม่ มุ่งยกระดับระบบประเมินคุณภาพการศึกษาไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน ด้วยแนวคิด “ลดภาระ เพิ่มคุณภาพ” พร้อมพัฒนาผู้ประเมินภายนอกสู่บทบาทที่ปรึกษาคุณภาพและสร้างกลไกความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ทั่วประเทศ
ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. เปิดเผยว่า ทิศทางและแผนการดำเนินงานของ สมศ. ต่อไปนี้ จะเป็นการมุ่งประเมินเชิงส่งเสริม สร้างความร่วมมือ เชื่อมโยงผลสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อให้ สมศ.เป็นหน่วยตรวจประเมินคุณภาพภายนอกระดับชาติ ที่ส่งเสริมคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง ด้วยแนวคิด ลดภาระ เพิ่มคุณภาพ ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การปรับบทบาทผู้ประเมินภายนอก และกลไกความร่วมมือเชิงรุกกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา สมศ.ได้รับเสียงสะท้อนจากสถานศึกษาว่าการประเมินเป็นภาระ ใช้เวลามาก ต้องเตรียมเอกสารจำนวนมาก และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เชิงพัฒนาอย่างแท้จริง สมศ.จึงได้พลิกโฉมการดำเนินงาน ปรับกระบวนการโดยลดจำนวนวันลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเหลือเพียงวันเดียว
นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดเก็บข้อมูลผ่านระบบดิจิทัล และใช้ “ซอฟต์ไฟล์” (Soft File) จากหน่วยงานต้นสังกัดตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้รบกวนการเรียนการสอน เป็นการเปลี่ยนภาพจำเก่า สู่ระบบประเมินที่ยืดหยุ่น เข้าถึงง่าย และสามารถนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกไปใช้ได้จริง
3 แกนยุทธศาสตร์ใหม่ สมศ. หลักขับเคลื่อนภารกิจเพื่ออนาคต
1. ยกระดับผู้ประเมินภายนอก ปรับบทบาทจากผู้ตรวจสอบมาเป็น “ที่ปรึกษาคุณภาพ” สร้าง “ผู้ประเมินภายนอกโฉมใหม่” ที่มีความรู้ ความสามารถ และจริยธรรม โดยมีแผนสรรหาเชิงรุกจากกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น อาจารย์จากสถาบันอุดมศึกษา และข้าราชการครูที่กำลังเกษียณอายุราชการ เพื่อเข้าสู่ระบบประเมินภายในปี พ.ศ. 2569
2. พัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มและระบบวิเคราะห์ผลแบบ Real Time โดย สมศ.อยู่ระหว่างนำร่องระบบกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และมีแผนขยายความร่วมมือไปยังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และหน่วยงานต้นสังกัดอื่น ๆ เพื่อให้สถานศึกษาสามารถป้อนข้อมูลประกันคุณภาพได้ด้วยตนเอง
รวมถึงการรวบรวมผลการประเมินและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงนโยบายมาสรุปและแสดงผลให้อยู่ในหน้าจอเดียว (แดชบอร์ด) ที่เข้าใจและใช้งานง่าย ในการวิเคราะห์ปัญหาได้อย่างตรงจุด เป็นการเปลี่ยนข้อมูลเป็นนโยบายพัฒนาที่จับต้องได้ เช่น การระบุจุดแข็ง จุดอ่อนของแต่ละประเภทสถานศึกษาอย่างชัดเจน เชื่อมโยงสู่การนิเทศ และการวางนโยบายเพื่อยกระดับคุณภาพได้อย่างตรงจุด เพื่อส่งต่อข้อมูลให้กระทรวง หน่วยงานต้นสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาได้ใช้ประโยชน์ในการพัฒนาอย่างเป็นระบบ
3. สร้างกลไกความร่วมมือเชิงรุกกับสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ สมศ. ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจระหว่าง สมศ. กับหน่วยงานต้นสังกัดส่วนกลาง 3 แห่ง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รวมถึงสถาบันอุดมศึกษาในฐานะ “ศูนย์ประสานงาน สมศ.” จำนวน 30 แห่ง เพื่อร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาและยกระดับคุณภาพสถานศึกษาภายใต้แนวคิด “ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมพัฒนา”
ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้สถานศึกษานำข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประกันคุณภาพภายนอกไปใช้วางแผนพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยมีสถาบันอุดมศึกษาเป็นพี่เลี้ยง และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ให้ข้อเสนอแนะที่เหมาะสมในการปรับปรุงพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา ทั้งนี้ การดำเนินการจะไม่เพิ่มภาระแก่สถานศึกษา และยังเป็นการกระตุ้นให้สถานศึกษาจัดทำกระบวนการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาตามวงจรควบคุมคุณภาพ (PDCA)
“สมศ.คาดหวังว่าผลการประเมินคุณภาพภายนอกเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมและขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาให้เกิดขึ้นจริงในทุกพื้นที่ โดยตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จะเป็นจุดเริ่มต้นของการประเมินภายนอกรูปแบบใหม่อย่างเต็มรูปแบบ หากสามารถรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมศ.จะก้าวข้ามจากบทบาทผู้ประเมิน ไปสู่การเป็น ‘หุ้นส่วนพัฒนาคุณภาพการศึกษา’ อย่างแท้จริง พร้อมเดินหน้าในฐานะ สมศ. โฉมใหม่ที่ร่วมขับเคลื่อนอนาคตการศึกษาไทย”