ร.ร.เอกชน 1,000 แห่งม้วนเสื่อ หนี้ท่วม-ขาดสภาพคล่องหนัก

สช.ชี้โรงเรียนเอกชนอ่วมโควิด รายได้วูบ ขาดสภาพคล่องจ่อปิดกิจการกว่า 1 พันแห่ง ที่เหลืออาการหนักไม่น้อยหน้า ขอค้างจ่ายเงินเดือนครู จ่ายแค่ 50% รมว.ศึกษา นัดถก ธปท.แก้ปม กระทุ้งแบงก์พาณิชย์เร่งปล่อยสินเชื่อซอฟต์โลน์ต่อลมหายใจ

นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) กระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบสถาบันการศึกษาที่ต้องหยุดการเรียนการสอนต่อเนื่อง ล่าสุดโรงเรียนเอกชนจำนวนมากประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน จากการประเมินเบื้องต้นพบว่าในจำนวนโรงเรียนเอกชนที่มีกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ

หากยังไม่สามารถเปิดเรียนได้ภายในเดือน ธ.ค. 2564 จะมี ร.ร.เอกชนกว่า 50% หรือจำนวนกว่า 1,000 โรงเรียนอาจต้อง “ปิดกิจการ” เพราะจากการลงพื้นที่ตรวจสอบ ได้ข้อมูลว่าผู้บริหารโรงเรียนส่วนใหญ่ขอค้างจ่ายเงินเดือนครู และหลายแห่งขอจ่ายเพียง 50% เพราะต้องการรักษาสภาพคล่องไว้ให้นานที่สุด

ร.ร.เอกชนพันแห่งส่อล้ม

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้โรงเรียนเอกชนต้องเผชิญ “วิกฤตสภาพคล่อง” คือ 1) รายได้ 90% มาจากค่าเทอมการศึกษาเป็นหลัก ต่างจากโรงเรียนรัฐบาลที่มีงบประมาณอุดหนุนให้ และแม้รัฐจะให้การอุดหนุนโรงเรียนเอกชน แต่คิดเป็นวงเงินแค่ 10% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด 2) ต้นทุนการว่าจ้างครูสูงกว่าเมื่อเทียบกับโรงเรียนของรัฐ อีกทั้งต้องจ้างครูไว้มากกว่าปกติถึง 2 เท่า เพื่อรักษาคุณภาพการสอน

3) สถานการณ์โควิด-19 ทำให้ผู้ปกครองนักเรียนว่างงาน ส่วนใหญ่ขอผ่อนผันการจ่ายค่าเทอมออกไปก่อน 4) มีต้นทุนการตรวจโควิด-19 เครื่องมือ อุปกรณ์ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงทั้งครูและนักเรียน 5) บางโรงเรียนกู้เงินจากธนาคารมาลงทุน เมื่อได้รับผลกระทบจากโควิด ขาดรายได้ ทำให้ฟื้นกิจการเป็นไปได้ยากขึ้น

6) หลายแห่งยื่นขอสินเชื่อ แต่สถาบันการเงินไม่อนุมัติ ทั้งที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้อนุมัติหลักการเกี่ยวกับการยื่นขอสินเชื่อไปแล้ว

“ต่อให้มีเด็กในโรงเรียน 40 คน ใช่ว่าจะมีครูแค่ 2 คน เหมือนกับโรงเรียนรัฐ นักเรียน 60 คน ต้องมีครู 3 คน ในขณะที่โรงเรียนเอกชนจะมีนักเรียนกี่คนก็แล้วแต่ ครูจะต้องมีจำนวนครบทุกชั้น และต้องเผื่อไว้สำหรับครูวิชาเฉพาะ และยังต้องจ้างครูต่างชาติมาสอน เพื่อสร้างจุดขาย ถ้าสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้ ผมมองว่าอาจได้เห็นปรากฏการณ์ ร.ร.เอกชนทั่วประเทศหายไปจากระบบราว 1,000 แห่ง”

ศธ.เตรียมถกแบงก์ปล่อยสินเชื่อ

นายอรรถพลกล่าวว่า เร็ว ๆ นี้นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อม สช.จะนำประเด็นปัญหาดังกล่าวเข้าหารือกับ ธปท. และสมาคมธนาคารไทย ขอให้สถาบันการเงินให้สินเชื่อฟื้นฟูกิจการแก่โรงเรียนเอกชน เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) โดยบรรษัทประกันสินเชื่อขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ให้ เนื่องจากพบว่าส่วนใหญ่ยื่นขอกู้แล้วไม่ได้รับการพิจารณา เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และแบงก์พาณิชย์มองว่าธุรกิจการศึกษามีความเสี่ยงสูง

“ศธ.มองว่าแบงก์พาณิชย์มีโอกาสใช้ประโยชน์จากเงินกู้ของภาครัฐที่ดอกเบี้ยต่ำมาก และอยากให้มาช่วยประเทศในยามวิกฤต เพราะหากโรงเรียนต้องปิดกิจการหลายปัญหาจะตามมา ทั้งผู้ปกครอง เด็กนักเรียน ต้องหาที่เรียนใหม่ นักเรียนบางคนอาจไม่ได้ศึกษาต่อก็ได้ ทุกฝ่ายจึงต้องมองภาพใหญ่และช่วยกันแก้ไข”

Sandbox Safety เปิดรั้ว ร.ร.

นายอรรถพลกล่าวว่า ในส่วนของมาตรการ “Sandbox Safety Zone in School” ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ส.ค. 2564 เพื่อให้โรงเรียนปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ เป็นที่แพร่เชื้อ สามารถเปิดเรียนตามปกติได้ โดยมี 3 เงื่อนไขคือ ต้องเป็นโรงเรียนประจำ, ต้องเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ และต้องได้รับการประเมินความพร้อมจาก ศธ.และศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.

โดยมีแนวทางปฏิบัติ 3 เรื่อง 1) จัดให้มีสถานแยกกักตัวในโรงเรียน (school isolation) 2) จัดให้มี safety zone ในโรงเรียนรวม และ 3) ต้องมีการติดตามประเมินผลโดยทีมตรวจราชการจาก ศธ.และ สธ.


อาทิ ครู-นักเรียนต้องตรวจ Antigen Test Kit (ATK) ก่อนเข้าโรงเรียน ซึ่งจะสุ่มตรวจทุก 14 วัน นักเรียนต้องทำกิจกรรมร่วมกันในรูปแบบ bubble & seal ต้องประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชั่น “ไทยเซฟไทย” หรือ 1 เดือน/เทอม โดยโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการจะแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ รร.ที่จัดการเรียน onsite อยู่แล้ว และยังไม่ปล่อยนักเรียนกลับบ้านภายหลังการประกาศของ ศบค. 23 แห่ง กลุ่มที่ 2 ร.ร.ที่จัดการเรียนการสอน onsite อยู่แล้ว แต่ปล่อยนักเรียนกลับบ้าน 14 โรงเรียน และกลุ่มที่ 3 ร.ร.ที่พร้อมเปิดเรียน แต่ยังไม่รับนักเรียนเข้ามาเรียน 31 แห่ง

ขณะนี้มีโรงเรียนผ่านการพิจารณารวม 6 แห่ง อาทิ ร.ร.มีชัยพัฒนา และ ร.ร.ฉงจี้ จ.บุรีรัมย์, ร.ร.นานาชาติบริติช ภูเก็ต, ร.ร.นานาชาติยูดับเบิลยูซี ประเทศไทย จ.ภูเก็ต, ร.ร.นานาชาติรักบี้ จ.ชลบุรี และ ร.ร.นานาชาติฮาร์โรว์ กรุงเทพมหานคร และล่าสุดมีโรงเรียนสมัครเข้าร่วม Sandbox Safety Zone in School กว่า 100 โรงเรียน โรงเรียนใดมีความพร้อมยื่นขอเปิดการเรียนการสอนภายใต้โครงการนี้ได้ที่ สนง.ศึกษาธิการจังหวัด

เอกชนขานรับ Sandbox Safety

ด้านนางสาวอุษา สมบูรณ์ นายกสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย (ISAT) ระบุว่า การระบาดของโควิดกระทบทุกสถาบันการศึกษา ที่สำคัญโรงเรียนไม่มีรายได้เข้ามาตั้งแต่ปี 2563 ขณะนี้แต่ละ ร.ร.พยายามทุกทางให้กลับมาเปิดการเรียนการสอนตามปกติ เพราะการปิด ร.ร.นาน กระทบต่อพัฒนาการทางสมอง อารมณ์ และการเข้าสังคมของเด็ก

“สถานการณ์ขณะนี้โรงเรียนเอกชนได้รับผลกระทบรุนแรง เพราะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายตายตัว อย่างเช่น เงินเดือนครู ไม่ว่าจะเรียนแบบออนไลน์ หรือ onsite และแม้จะอยู่ในสถานการณ์วิกฤต โรงเรียนนานาชาติส่วนใหญ่ก็ไม่มี layoff ครูออก แต่รอให้โควิดคลี่คลาย ทุกฝ่ายจึงต้องร่วมมือกัน”

สำหรับโครงการ Sandbox Safety Zone in School หรือ SSS ถือว่าทำได้ดีมาก น่าจะเป็นแนวทางที่สถานศึกษาควรนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละ ร.ร.

แนะกรมอนามัยเป็นโค้ชชิ่ง

นางสาวอุษากล่าวว่า ในเมื่อโควิดยังอยู่กับสังคมไทยอีกนาน การให้หน่วยงานรัฐเข้ามาเป็น “coaching” ให้แต่ละโรงเรียนในการดำเนินมาตรการป้องกันต่าง ๆ ให้สามารถแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะผ่านมานักเรียนเกิดการติดเชื้อโควิดแค่ 1-2 คน ก็จะปิดโรงเรียนทันที ทั้ง ๆ ที่น่าจะสามารถเปิดการเรียนการสอนนักเรียนที่ไม่ได้ติดเชื้อได้ตามปกติ โดยให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองโรคต่อเนื่อง มีการติดตามนักเรียนทุก 2 สัปดาห์ ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา รวมทั้งรักษาระยะห่างกับเพื่อนในห้องเรียน เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการระบุว่า มีโรงเรียนเอกชนทั้งในระบบล่าสุด (ส.ค. 64) ดังนี้ ร.ร.เอกชนในระบบรวม 3,986 แห่ง ร.ร.เอกชนนอกระบบ 7,789 แห่ง รวมทั้งสิ้น 11,775 แห่ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ