เยอรมนีจุดพลุออร์แกนิกไทย จัด BIOFACH อาเซียน ก.ค. 61-
การให้ความสำคัญในการเลือกบริโภคอาหารที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ส่งผลให้ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตอกย้ำชัดขึ้นเมื่อ “กรมการค้าภายใน (คน.) กระทรวงพาณิชย์” ได้พาคณะสื่อมวลชนไทยไปดูงาน BIOFACH 2018 ครั้งที่ 29 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 กุมภาพันธ์ 2561 ณ เมืองเนิร์นแบร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งถือเป็นงานแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกใหญ่สุดของโลก
ตลาดโลกโต 90 พัน ล.เหรียญ
ภายในงาน BIOFACH 2018 ได้มีนักวิชาการหลายท่านได้กล่าวอ้างอิงถึงรายงานผลการสำรวจสินค้าเกษตรอินทรีย์ของสถาบันวิจัยเกษตรกรรมอินทรีย์ (The Research Institute of Organic Agriculture : FiBL) และสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movements : IFOAM) ของปี 2016 ว่า
ปัจจุบันมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั่วโลก รวม 57.8 ล้านเฮกตาร์ โดยมี 3 อันดับประเทศที่มีพื้นที่เพาะปลูกเกษตรอินทรีย์มากที่สุด ได้แก่ ออสเตรเลีย 27.1 ล้านเฮกตาร์ อาร์เจนตินา 3.0 ล้านเฮกตาร์ และจีน 2.3 ล้านเฮกตาร์
ขณะที่ทั่วโลกมีจำนวนผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์รวมกันประมาณ 2.7 ล้านคน เพิ่มขึ้นกว่าปี 2015 ร้อยละ 12.8 โดย 3 อันดับประเทศที่มีจำนวนผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์มากที่สุด ได้แก่ อินเดีย 835,000 คน ยูกันดา 210,352 คน และเม็กซิโก 210,000 คน
ส่งผลให้ภาพรวมตลาดเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกปัจจุบันเติบโตขึ้นมูลค่าเกือบ 80-90 พันล้านเหรียญสหรัฐ
กรมการค้าภายในนำ 22 บ.ลุยยุโรป
นางสาวสุทัศนีย์ ราชเรืองระบิน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังการเยี่ยมชมบูทต่าง ๆ ภายในงานว่า ปัจจุบันสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยมียอดการเติบโตอยู่ที่ 20% และมีการบริโภคสินค้าอินทรีย์สูงถึง 2,700 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดภายในประเทศ 800 ล้านบาท และตลาดต่างประเทศ 1,900 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าการส่งออกคิดเป็นร้อยละ 0.07 ของมูลค่าตลาดโลก ส่งผลให้ประเทศไทยมีโอกาสขยายตลาดได้อีกมาก
“กระทรวงพาณิชย์ได้เข้าร่วมงาน BIOFACH เป็นครั้งที่ 15 แล้ว โดยปีนี้ได้นำผู้ประกอบการไทยจำนวน 22 รายไปเปิดคูหา (Thailand Pavilion) มีทั้งผู้ผลิตข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว, ผักและผลไม้กระป๋อง เครื่องแกงสำเร็จรูป ซอสปรุงรส ผลิตภัณฑ์ชาจากใบหม่อน น้ำตาลมะพร้าว ฯลฯ มาเข้าร่วมงาน
โดยการจัดงาน 4 วัน มีผู้เข้าร่วมงาน 2,535 บริษัท และมีผู้เข้าชมกว่า 51,453 ราย จาก 129 ประเทศ ใช้พื้นที่แสดงสินค้า 71,400 ตารางเมตร และใช้พื้นที่จัดกิจกรรมพิเศษ 3,064 ตารางเมตร
อย่างไรก็ตาม ในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า BIOFACH ทางผู้จัดการงานจะมีการคัดเลือกเฉพาะรายที่ได้รับการรับรองตราสินค้าออร์แกนิกในระดับสากล ตามที่กำหนดไว้ อาทิ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของ IFOAM, มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของ EU (EU ORGANIC Program) และ USA (Nop-Natural ORGANIC Program) โดยสินค้าที่นำมาจัดแสดง ได้แก่ สินค้าอาหารและเครื่องดื่มอินทรีย์ (organic product) และที่สำคัญงานนี้เป็นการแสดงสินค้าเพื่อการเจรจาธุรกิจเท่านั้น ไม่มีการจำหน่ายปลีกของสินค้าต่าง ๆ
ผนึกเยอรมนีจัด Organic Expo
การขยายตัวของตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ ทำให้กรมการค้าภายในได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) บริษัท เนิร์นแบร์ก แมสเซ่ จำกัด หรือ NM ผู้จัดงาน BIOFACH โดย MOU ดังกล่าวมุ่งสร้างความร่วมมือในการจัดงานแสดง และจำหน่ายสินค้าอินทรีย์และสินค้าธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้ชื่องาน Organic Expo-BIOFACH Southeast Asia และ NATURAL EXPO Southeast Asia ในประเทศต่าง ๆ ร่วมกัน ระหว่างวันที่ 12-15 กรกฎาคม 2561
โดยจะมีการเชิญชวนผู้ประกอบการต่างชาตินอกภูมิภาคอาเซียนมาเข้าร่วมเจรจาธุรกิจและแสดงสินค้า ถือเป็นครั้งแรกของภูมิภาค คาดว่าจะมีจำนวนผู้ซื้อจากต่างประเทศมากขึ้น จากความเข้มแข็ง
ด้านเครือข่ายผู้ประกอบการของ NM ตลอดจนผลักดันให้ภาคเกษตรอินทรีย์ของไทยมีการตื่นตัวและเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าอินทรีย์มีการพัฒนามาตรฐานตลอดจนคุณภาพในด้านการผลิตให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดระดับสากล เป็นการเพิ่มมูลค่าตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานของภาคเกษตรอินทรีย์
ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้มิได้ก่อให้เกิดประโยชน์เฉพาะผู้ประกอบการไทยเท่านั้น แต่จะเกิดประโยชน์ต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อก้าวสู่ระดับสากลต่อไปด้วย

CK นำชาใบหม่อนรสต้มยำตีตลาด
นายปิลันธน์ คูหากาญจน์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท ซี.เค.อินดัสทรี่ (2000) จำกัด หรือ CK ผลิตชาเขียวใบหม่อนออร์แกนิก จ.กาญจนบุรี 1 ใน 22 บริษัทที่มาเปิดบูทสินค้าในงาน BIOFACH เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทผลิตชาใบหม่อนรสต่าง ๆ เช่น ชาใบหม่อนผสมกุหลาบ ชาใบหม่อนผสมมะลิ ชาใบหม่อนผสมมะตูม และชาใบหม่อนผสมดอกคำฝอย ส่งออกไปขายต่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรป เยอรมนี ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา สโลวะเกีย โดยมียอดขายตลาดภายในประเทศ 65% โดยในยอดนี้เป็นการรับจ้างผลิต (OEM) ให้แก่โรงงานรายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่ขายภายใต้แบรนด์ตัวเองประมาณ 35%
ทั้งนี้ ในงาน BIOFACH ครั้งนี้ได้นำชาใบหม่อนรสชาติใหม่ ๆ มาเปิดตลาดด้วย เช่น ชาใบหม่อนผสมใบเตย ชาใบหม่อนผสมตะไคร้ ชาใบหม่อนผสมดอกอัญชัน ชาใบหม่อนรสต้มยำ ซึ่งจะใส่พริก ตะไคร้ และใบมะกรูด นอกจากนี้มีชาใบหม่อนผสมข้าวหอมมะลิดำ และชาใบหม่อนผสมขิง เป็นต้น
“มีงานวิจัยชาใบหม่อนสรรพคุณเหมือนชาเขียว ไม่มีกาเฟอีน และสารแทนนินที่ทำให้ท้องผูก ทางประเทศญี่ปุ่นจะใช้แทนชาเขียว เพราะชาเขียวจริง ๆ มีคุณสมบัติออกรสชาติขม แต่ชาใบหม่อนจะไม่ขม ตอนนี้ใน 1 เดือนผลิตใบหม่อนได้ประมาณ 3 ตัน ก็พยายามทำยอดส่งออกให้มากขึ้น ที่มาเปิดบูทครั้งนี้ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติพอสมควร” นายปิลันธน์กล่าว และว่า
ปัจจุบันวัตถุดิบใบหม่อนทั้งหมดบริษัทปลูกเองในพื้นที่ประมาณ 150 ไร่ เนื่องจากทำให้สามารถควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบได้ 100% โดยที่ผ่านมาเคยพยายามกระจายรายได้ให้เกษตรกรพื้นที่ใกล้เคียงนำไปปลูก แต่ประสบปัญหา เนื่องจากเกษตรกรแอบใช้สารเคมีต้องห้ามต่าง ๆ ไม่ทำตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ จึงนำกลับมาปลูกเองทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาการเพาะปลูกพืชเกษตรอินทรีย์มีปัญหาพอสมควร โดยเฉพาะต้องเฝ้าระวังเรื่องการปนเปื้อนสารเคมีมาก เนื่องจากรัฐบาลไม่มีมาตรการควบคุมเกษตรกรที่ใช้ยาฆ่าหญ้า สารฆ่าแมลง ไม่ต้องมีแนวกันลม แนวกันชนต่าง ๆ ขณะที่คนปลูกพืชไม่ใช้สารเคมีต้องทำแนวกันลมเอง ทำให้ต้นทุนสูง แข่งขันลำบาก จึงอยากฝากให้รัฐบาลพิจารณาในการสนับสนุนการเพาะปลูกและการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ด้วย
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
