รื้อ ! สัมปทานดิวตี้ฟรี ดึงนักท่องเที่ยว-กระตุ้นเศรษฐกิจ-
ใกล้เปิดประมูลใหม่เข้ามาทุกทีแล้ว สำหรับการประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์ หรือร้านค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ก่อนที่สัญญาเดิมที่ทางบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กับบริษัท คิง เพาเวอร์ จำกัด จะหมดอายุสัมปทานลงในเดือนกันยายน 2563 นี้
โดยก่อนหน้านี้ “นิตินัย ศิริสมรรถการ” ผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ทอท.อยู่ระหว่างการเร่งกำหนดกรอบและรายละเอียดของทีโออาร์อยู่ ซึ่งคาดว่าจะสรุปและเปิดให้เอกชนที่สนใจได้เสนอตัวเข้ามาร่วมประมูลในช่วงประมาณเดือนมีนาคมนี้ เพื่อที่จะคัดเลือกบริษัทที่ชนะการประมูลในเดือนกันยายนนี้ หรือล่าช้าสุดก็ไม่อยากให้เกินสิ้นปีนี้
ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกมีเวลาอย่างน้อย 2 ปี ในการวางแผนธุรกิจ ติดต่อแบรนด์ระดับโลกให้เข้ามาเปิดบริการ รวมทั้งทำการรีโนเวต ปรับปรุงร้านค้าภายในพื้นที่ทั้งหมดให้เป็นรูปโฉมใหม่ได้ทันก่อนที่สัญญาเดิมจะสิ้นสุดลง
“ดิวตี้ฟรีไทย” ต่ำเกณฑ์สากล
ล่าสุด สมาคมผู้ค้าปลีกไทยได้ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ และคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดสัมมนา “สัมปทานดิวตี้ฟรี ก้าวสู่สากล” (Best Practice) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงธุรกิจร้านค้าปลอดภาษีอากร เพิ่มทางเลือกและสร้างการแข่งขันที่สมบูรณ์และเป็นธรรม และก้าวสู่การท่องเที่ยวเชิงช็อปปิ้ง (shopping tourism) ที่เป็นมาตรฐานสากลของโลก
เนื่องจากประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวของโลก โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนถึงกว่า 34 ล้านคน คิดเป็นอันดับที่ 9 ของโลก และกรุงเทพฯยังได้รับการยอมรับว่า เป็นเมืองอันดับ 1 ของโลกที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนมากที่สุด
“ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์” ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมผู้ค้าปลีกไทย (TRA) กล่าวว่า สมาคมผู้ค้าปลีกไทยได้ทำข้อมูลประกอบการศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับร้านค้าปลอดอากรในประเทศต่าง ๆ ด้วยการรวบรวมจากแบบอย่างของการพัฒนาการดำเนินงานธุรกิจและขบวนการจัดระเบียบการให้สัมปทานที่เป็นมาตรฐานสากลจากประเทศชั้นนำหลายประเทศ เพื่อนำเสนอแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เหมาะสมในประเทศไทย และเป็นไปตามมาตรฐานสากล
ทั้งนี้ พบว่าสาระสำคัญในหลาย ๆ ประเด็นกล่าวคือ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางชั้นนำของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่สนามบินของไทยยังไม่ได้รับการจัดอันดับที่ดี
โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา สนามบินสุวรรณภูมิถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 38 จาก 100 อันดับสนามบินจากทั่วโลก โดยมีคะแนนจากสกายแทรก (Sky Trak) อยู่ที่ 3.5/5
ที่สำคัญ คะแนนที่เกี่ยวข้องกับค้าปลีกของสนามบินสุวรรณภูมินั้นต่ำกว่าสนามบินชั้นนำอื่น ๆ ในภูมิภาคเกือบทุกตัววัด และมีผลการประเมินที่ต่ำกว่าเกณฑ์ เช่น ร้านค้าปลอดอากรมีกลุ่มสินค้าและจำนวนสินค้าน้อย แบรนด์หรูไม่หลากหลาย ฯลฯ เมื่อเทียบกับเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฮ่องกง และสิงคโปร์
ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่าธุรกิจร้านค้าปลอดอากรของประเทศไทยไม่มีการแข่งขัน เนื่องจากรูปแบบการให้สัมปทานยังเป็นลักษณะ “สัมปทานรายใหญ่รายเดียว”
หนุนรื้อรูปแบบสัมปทาน
“ดร.ฉัตรชัย” บอกด้วยว่า ดังนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศไทย จึงอยากเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. ทำการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสัมปทานของไทยจาก “สัมปทานรายใหญ่รายเดียว” หรือ (master concession) เป็น “สัมปทานตามกลุ่มสินค้า” หรือ multiple concession by cattegory ซึ่งเป็นสัมปทานที่ให้แก่ผู้ดำเนินกิจการหลายราย โดยแบ่งตามประเภทสินค้าหลัก เช่น เครื่องสำอาง สุรา-บุหรี่-ไวน์, แฟชั่น, แฟชั่นบูติค ฯลฯ เป็นต้น
นอกจากนี้อยากให้พิจารณาปรับเงื่อนไขระยะเวลาสัญญาของสัมปทาน มาอยู่ในระดับ 5-7 ปี เหมือนกับหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก รวมถึงพิจารณาปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมสัมปทานให้สูงขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับค่าเฉลี่ยสากล ซึ่งจะส่งผลให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ได้รับประโยชน์สูงสุด
ที่สำคัญ ควรพิจารณาเกณฑ์ในการพิจารณามอบสิทธิ์สัมปทานของไทย โดยให้น้ำหนักกับข้อเสนอการประเมินผลทางธุรกิจ (เทคนิค) 60% และข้อเสนอด้านราคา (การรับประกันรายได้ขั้นต่ำ, ส่วนแบ่งจากการขายสินค้า) ในสัดส่วน 40% ซึ่งเป็นเกณฑ์ปฏิบัติตามมาตรฐานสากลด้วย
ปลดล็อกระบบ “ผูกขาด”
แนวทางดังกล่าวสอดรับกับความเห็นของ “ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์” ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่บอกว่า การแข่งขันของร้านค้าปลอดอากร หรือดิวตี้ฟรี ทั่วโลกมี 2 รูปแบบ
กล่าวคือ ร้านดิวตี้ฟรีในสนามบิน และร้านดิวตี้ฟรีในเมือง ซึ่งในต่างประเทศนั้นเขาเปิดเสรีทั้ง 2 ส่วนแล้ว ยกตัวอย่างเช่น เกาหลี มีร้านดิวตี้ฟรีในเมืองถึง 6 แห่ง เป็นต้น เช่นเดียวกับดิวตี้ฟรีในสนามบินที่มีมากกว่า 1 รายทั้งสิ้น
“ในโลกนี้ประเทศไทยแทบจะเป็นประเทศเดียวที่ใช้รูปแบบการให้สัมปทานดิวตี้ฟรีรายใหญ่เพียงรายเดียว ซึ่งสนามบินที่ใช้รูปแบบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นสนามบินใหม่ หรือสนามบินขนาดเล็ก แต่ถ้าเป็นสนามบินขนาดใหญ่แล้วยังใช้วิธีให้สัมปทานรายใหญ่รายเดียวเพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ แสดงว่าผู้บริหารไม่มีปัญญาในการบริหาร”
ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนรูปแบบการให้สัมปทานใหม่ เพื่อไม่ให้ธุรกิจเกิดการผูกขาดเหมือนที่ผ่านมา โดยรูปแบบที่เหมาะสม คือ 1.การให้สัมปทานตามที่ตั้ง ซึ่งเป็นสัมปทานที่มอบให้กับผู้ให้บริการหลายราย ขึ้นอยู่กับที่ตั้งในอาคารผู้โดยสาร และ 2.สัมปทานตามกลุ่มสินค้า เป็นสัมปทานที่ให้กับผู้ให้บริการหลายราย โดยแบ่งตามประเภทสินค้า
นอกจากนี้ก็ควรปลดล็อกประเด็นจุดรับมอบสินค้าปลอดอากรให้ได้ด้วย โดยท่าอากาศยานต้องเปิดจุดส่งมอบสินค้า หรือ pick up counter ให้กับผู้ค้าทุกรายที่อยู่ในเมืองด้วย
ทั้งนี้ เพื่อให้ธุรกิจเกิดการแข่งขัน และมีความโปร่งใส เป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ดึงนักท่องเที่ยว-กระตุ้น ศก.
ด้าน “ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์” คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า การที่ประเทศไทยให้สัมปทานดิวตี้ฟรีรายใหญ่เพียงรายเดียว ทำให้ธุรกิจขาดการแข่งขันและไม่พัฒนา ทำให้มูลค่าที่นักท่องเที่ยวซื้อสินค้าในดิวตี้ฟรีในสนามบินสุวรรณภูมิต่ำกว่าสนามบินอินชอนของเกาหลีใต้ถึง 6 เท่าตัว ขณะที่ขนาดของสนามบินและจำนวนผู้โดยสารผ่านเข้า-ออกใกล้เคียงกัน
ขณะเดียวกัน สถานที่ท่องเที่ยวบางส่วนยังให้ความเห็นว่า สาเหตุที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยไปเที่ยว เป็นเพราะว่าไม่มีร้านค้าดิวตี้ฟรีในบริเวณใกล้เคียง
ดังนั้น “ดิวตี้ฟรี” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของบริษัท ท่าอากาศยานไทย เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นเรื่องของประเทศด้วย เพราะหากมีร้านดิวตี้ฟรีกระจายอยู่ในเมืองท่องเที่ยวต่าง ๆ ก็จะเป็นตัวหนึ่งที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าไปด้วยเช่นกัน
นั่นหมายความว่า หากประเทศไทยมีเป้าหมายให้ “การท่องเที่ยว” เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ ก็น่าจะถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนระบบการให้สัมปทาน “ดิวตี้ฟรี” ด้วยเช่นกัน
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
