“CHIC” แต่งตัวเข้าตลาดหุ้น กางแผนระดมทุนขยายสาขาหนุนโต-
สัมภาษณ์
CHIC กำลังเป็นหุ้นน้องใหม่ป้ายแดงอีก 1 บริษัท ที่เตรียมนับถอยหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในปีนี้ สำหรับ CHIC หรือ บมจ.ชิค รีพับบลิค ที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว โดยมีแผนเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 360 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการนับหนึ่งไฟลิ่งจากสำนักงาน ก.ล.ต.เท่านั้น
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสพูดคุยกับแม่ทัพใหญ่ “กิจจา ปัทมสัตยาสนธิ” กรรมการผู้จัดการ CHIC ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งธุรกิจจัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ สินค้าตกแต่งบ้านและของใช้ในบ้านในรูปแบบร้านค้าเดี่ยวภายใต้แบรนด์ “CHIC” และ “RINA HEY” ซึ่งเขารับอาสาจะมาฉายภาพบริษัทและทิศทางของธุรกิจว่า
นายกิจจาได้เริ่มปลุกปั้นแบรนด์ “ชิค รีพับบลิค” หรือ CHIC ตั้งแต่ช่วง 7 ปีที่แล้ว เพราะเห็นโอกาสจากกลุ่มลูกค้าเฟอร์นิเจอร์ในประเทศที่มีความต้องการอยู่จำนวนมาก แต่ผู้บริโภคมีทางเลือกน้อย เพราะบ้านเรามีแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ดัง ๆ 2-3 ราย และส่วนใหญ่จับตลาด mass ตนจึงใช้ประสบการณ์จากที่เคยเป็นซีอีโอของ บมจ.อินเด็กซ์ ลิฟวิ่ง มอลล์ ซึ่งเห็นช่องว่างในตลาดเฟอร์นิเจอร์ในกลุ่มระดับกลางถึงบนที่สามารถทำราคาสินค้าเหนือกว่าขึ้นมาขายได้
ความต่างของเฟอร์นิเจอร์ CHIC ที่ไม่เหมือนเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป จะอยู่ที่การใช้วัสดุที่เป็น “ไม้จริง” เป็นหลัก ส่วนรูปแบบดีไซน์จะมีความหลากหลายสไตล์ของสินค้าถึง 4 แบบ ซึ่งเริ่มต้นจากสินค้าสไตล์วินเทจ ถัดมาสไตล์คลาสสิกและอเมริกันโคโลเนียล รวมถึงสไตล์โมเดิร์น ซึ่งสินค้าของบริษัทจะมีดีไซน์ที่ไม่เหมือนคนอื่น ๆ ทำให้ได้ผลตอบรับที่ดีจากลูกค้า ถึงแม้ว่า สินค้าบริษัทจะราคาสูงกว่าตลาดประมาณ 20-30% ก็ตาม แต่ฐานลูกค้าอยู่กลุ่มระดับกลางถึงบน จึงทำให้บริษัทสามารถสร้างยอดขายขึ้นมาได้
โดยสินค้าต่าง ๆ จะวางขายกระจายถึง 4 สาขาหลักของบริษัท ซึ่งสาขาแรกจะอยู่ตรงข้ามคริสตัล ปาร์ค ถนนเลียบทางด่วนรามอินทรา ก่อนที่จะขยายสาขาที่ 2 ในเมืองพัทยา จ.ชลบุรี เพราะต้องการจับตลาดลูกค้าต่างชาติ เช่น คนรัสเซียและจีนที่มาซื้อบ้านในพื้นที่ดังกล่าวจำนวนมาก และขยายไปสาขาที่ 3 ทำเลบางนา และสาขาที่ 4 ทำเลถนนราชพฤกษ์
หลังจากที่แบรนด์ชิค รีพับบลิค ได้รับการตอบรับที่ดีและเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ บริษัทก็แตกไลน์อีกแบรนด์ออกมาคือ “ริน่า เฮย์” หรือ “RINA HEY” เพื่อจับกลุ่มเป้าหมายลูกค้าคนเพิ่งเริ่มทำงานหรือลูกค้าอนโดมิเนียม ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ราคาอยู่ระดับกลาง ๆ จะไม่สูงเท่า CHIC พร้อมกับจะส่ง “RINA HEY” ปูพรมเจาะตลาดลูกค้าในจังหวัดใหญ่ ๆ ด้วย และภายในไตรมาส 2 นี้ จะขยายช่องทางขายผ่านทางออนไลน์ด้วย ขณะนี้ทำแพลตฟอร์มเรียบร้อยแล้ว น่าจะเริ่มขายได้ในช่วงเดือน เม.ย. 2561 นี้
กิจจายังกล่าวว่า นอกเหนือจากการขายเฟอร์นิเจอร์ผ่านหน้าร้านของตัวเองแล้ว อีกช่องทางที่สร้างยอดขายให้แก่บริษัท คือ การรับงานป้อนให้กับโครงการคอนโดมิเนียมอีกด้วย ซึ่งจะเป็นการจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์พร้อมติดตั้งผนังและแบบลอยตัว สินค้าตกแต่งบ้านให้กับโครงการที่เป็นคอนโดฯและบ้านจัดสรร ซึ่งปัจจุบันมีการรับงานให้กับกลุ่มบริษัทอสังหาฯยักษ์ใหญ่หลายราย โดยบริษัทจะมีงานในมือ (backlog) แต่ละปีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากช่องทางค้าปลีก 75% และงานโครงการ 25%
สำหรับภาพรวมตลาดเฟอร์นิเจอร์ในประเทศ เขามั่นใจว่า ยังขยายตัวได้ตามอุตสาหกรรมอสังหาฯที่ยังมีการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะส่วนของการขยายโครงการตามระบบรถไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นโอกาสการเติบโตของบริษัทไปด้วย
“กิจจา” กล่าวถึงแผนการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯว่า เงินที่ได้ส่วนหนึ่งจะใช้ในการลงทุนเปิดสาขาใหม่ ซึ่งปีนี้จะขยายสาขาเพิ่มอีก 2 แห่ง คือ ที่กรุงเทพฯ 1 สาขา และ จ.อุดรธานีอีก 1 สาขา ขณะที่บริษัทได้ตั้งงบฯลงทุนในปีนี้ราว 300 ล้านบาท
เขากล่าวถึงทิศทางธุรกิจในปีนี้ว่า ธุรกิจค้าปลีกยังคงจะเติบโตต่อเนื่อง และงานโครงการก็น่าจะเติบโตด้วย เนื่องจากผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาฯก็คาดหวังว่าปีนี้เศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น จึงตั้งเป้าหมายยอดขายของบริษัทในปีนี้เติบโตประมาณ 20% จากปี 2560
“ยอมรับว่ายอดขายบางปีของบริษัทก็อาจขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจด้วย ซึ่งปัจจุบันมีช่องทางการขาย 2 ขา ซึ่งมีทั้งรีเทลกับงานโครงการ ซึ่งหากปีไหนธุรกิจอสังหาฯชะลอตัวก็อาจฉุดให้งานโครงการเราดรอปลงไปได้ แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทจะผลักดันรายได้โตปีละไม่ต่ำกว่า 15-20% ในระยะข้างหน้า” นายกิจจากล่าว
แม่ทัพใหญ่ CHIC ปิดท้ายด้วยเป้าหมายธุรกิจในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า จะขยายการเติบโตของธุรกิจเฟอร์นิเจอร์อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้ารายได้เติบโตปีละไม่น้อยกว่า 15-20% และมีแผนขยายสาขาให้ครอบคลุมหัวเมืองใหญ่ ๆ ในทุกภูมิภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ รวมถึงกำลังศึกษาการไปเปิดสาขาในประเทศเพื่อนบ้านอย่างกลุ่ม CLMV (กัมพูชา, สปป.ลาว, เมียนมาและเวียดนาม) ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งสตอรี่ที่จะเอามาเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงหลังเข้าตลาดหุ้นอีกด้วย
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
