ไมเคิล เกรเว่ “เมอร์เซเดส-เบนซ์ ผู้นำรถอีวี”-
สัมภาษณ์
ผลงานการทำตลาดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในปีที่ผ่านมา สะท้อนภาพความเข้มแข็งทั้งตัวแบรนด์ และทีมงานได้เป็นอย่างดี ตัวเลขความสำเร็จกว่า 14,000 คัน ทำให้เบอร์หนึ่งค่ายรถหรูมิอาจอยู่นิ่ง ๆ ได้ เพราะการไม่ขยับเขยื้อน ในขณะที่คู่แข่งกำลังวิ่งไปข้างหน้า ย่อมเหมือนกับการถอยหลัง ดังนั้นในปีนี้ประเทศไทยจะได้เห็นการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และประกาศความเป็นผู้นำของกลุ่มรถยนต์ไฮบริด ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) อย่างชัดเจนจากค่ายดาวสามแฉก ลองไปฟังจากปาก ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด
Q : แผนการลงทุนปีนี้
ปีนี้จะเห็นภาพการลงทุนของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ชัดเจนมากขึ้น โดยจะมีการร่วมลงทุนกับพันธมิตร ใช้เม็ดเงินมากกว่า 100 ล้านยูโรขยายโรงงานผลิตและตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในไทย เป้าหมายเรามุ่งผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การลงทุนมีทั้งฝั่งเราและธนบุรีประกอบรถยนต์คนละครึ่ง โรงงานแบตเตอรี่เป็นโรงงานแห่งที่ 6 ซึ่งเรามีใน 3 ทวีป เริ่มผลิตได้ปี 2562 การลงทุนครั้งนี้จะสร้างงานใหม่อีกกว่า 300 ตำแหน่ง เราต้องการสร้างหลักประกันว่าโรงงานในไทยมีเทคโนโลยีอันล้ำหน้าไว้ไม่แพ้ใคร และพร้อมสำหรับรถยนต์ที่มีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าและรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว (battery electric vehicle-BEV) ที่ผลิตขึ้นที่นี่
Q : คนไทยจะได้เห็นรถอีวีของเบนซ์เมื่อไหร่
ภายในปี 2565 เราจะผสานระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเข้ากับรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างทั่วถึง เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกที่เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า อย่างน้อย 1 รุ่นในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่รถยนต์จากแบรนด์สมาร์ทไปจนถึงรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ รวมถึงบริษัทกำลังวางแผนจะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 50 รุ่นย่อยอีกด้วย ในขณะเดียวกันเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังสนับสนุนการพัฒนารถยนต์ปลั๊ก-อินไฮบริด และการแจ้งเกิดของระบบ 48 โวลต์ พร้อมด้วยรถยนต์รุ่นแรกในตระกูล EQ ซึ่งใช้ชื่อว่า EQC ที่จะเข้าสู่สายการผลิตในปี 2562 ที่เบรเมน ประเทศเยอรมนี ทั้งนี้ EQ เป็นแบรนด์เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์ CASE ซึ่งประกอบด้วยเสาหลักเชิงกลยุทธ์ที่ผสานกันอย่างชาญฉลาด ได้แก่ การเชื่อมต่อ (connected), การขับเคลื่อนด้วยตัวเอง (autonomous), ความยืดหยุ่นในการใช้งาน (shared & services) และระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (electric)

Q : มั่นใจศักยภาพตลาดรถยนต์นั่งในประเทศไทยแค่ไหน
ปี 2560 ที่ผ่านมา เรามียอดขายรถยนต์ในประเทศไทยสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ด้วยจำนวนมากกว่า 14,000 คัน ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึงสองหลัก โดยรุ่นที่มียอดจำหน่ายสูงสุดประกอบด้วยรถยนต์ซีดานตระกูล อี-คลาส, ซี-คลาส และซีแอลเอ ในปัจจุบันเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ทำตลาดรถยนต์ที่ประกอบภายในประเทศรวมทั้งหมด9 รุ่น โดยรุ่นที่เป็นรถยนต์ปลั๊ก-อินไฮบริดได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้ง ซี-คลาส, อี-คลาส, เอส-คลาส และจีแอลอี ในเวอร์ชั่นปลั๊ก-อินไฮบริดที่เปิดตัวในช่วงต้นปี 2559 และล่าสุดคือรุ่นอี 350e Avantgarde, อี 350e Exclusive และอี 350e AMG Dynamic
นอกจากนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังครองตำแหน่งผู้นำตลาดรถยนต์ระดับพรีเมี่ยมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องมาตลอด 17 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2544 การร่วมลงทุนในครั้งนี้จะส่งผลให้ศักยภาพการผลิตรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญด้วยจำนวนรุ่นที่มากขึ้น
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ดำเนินธุรกิจด้วยความมุ่งมั่นที่จะมอบ “สิ่งที่ดีที่สุด” ให้กับลูกค้าทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า
การลงทุนในครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นที่เรามีต่อศักยภาพของตลาดรถยนต์นั่งในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ปลั๊ก-อินไฮบริด ซึ่งเราวางเป้าจะให้มีสัดส่วน 2 ใน 3 เป็นรถที่ผลิตในประเทศ ตอนนี้เรามีสัดส่วนรถกลุ่มนี้กว่า 40% และจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
Q : แผนดำเนินการของโรงงานแบตเตอรี่
การขยายโรงงานและการผลิตแบตเตอรี่ที่จะเริ่มขึ้นในอนาคตที่โรงงานธนบุรีประกอบรถยนต์ ตรงนี้นับเป็นการกระชับความร่วมมือให้แข็งแกร่งขึ้นอีกขั้น และยังเป็นการเตรียมพร้อมของเมอร์เซเดส-เบนซ์สำหรับรูปแบบการสัญจรในอนาคต นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับพนักงานของเราที่จะได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบใหม่ ๆ ที่ต้องใช้ทักษะความรู้ขั้นสูง เพื่อเตรียมพร้อมพวกเขาสำหรับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุด โรงงานแบตเตอรี่ในประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ทั่วโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ โดยจะผลิตเพื่อรองรับความต้องการในประเทศและเพื่อส่งออก เครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่นี้จะตอบสนองความต้องการในตลาดอย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับการผลิตรถยนต์
ซึ่งกลยุทธ์นี้จะทำให้มีเทคโนโลยีแบตเตอรี่อันทันสมัยจากศูนย์กลางการผลิตในแต่ละพื้นที่ ทั้งยุโรป จีน และสหรัฐอเมริกา ไว้พร้อมรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเมอร์เซเดส-เบนซ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นตามแผนงานรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท
ทั้งนี้ โรงงานผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทยมีแผนจะเริ่มเดินสายการผลิตภายในปี 2562
Q : ปัจจุบัน รง.เบนซ์มีกี่แห่งทั่วโลก
เรามีโรงงานกว่า 30 แห่งทั่วโลก โดยที่มี 3 แห่งกำลังอยู่ระหว่างการก่อตั้ง เครือข่ายการผลิตที่มีความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพสูงนี้มีพนักงานประมาณ 78,000 คน และมีศูนย์กลางการดำเนินงานที่ทำหน้าที่วางแผนการผลิต ออกแบบ และทดสอบกระบวนการผลิต ดำเนินการด้านโลจิสติกส์ และควบคุมคุณภาพ ในปีที่ผ่านมาเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ ผลิตรถยนต์นั่งภายใต้แบรนด์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ และสมาร์ท รวมกว่า 2.4 ล้านคันซึ่งเป็นการสร้างสถิติใหม่เป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน
เครือข่ายดังกล่าวครอบคลุมทั้งสถาปัตยกรรมรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า ที่เป็นคอมแพ็กต์คาร์ และขับเคลื่อนล้อหลัง ทั้ง ซี-คลาส, อี-คลาส,เอส-คลาส ตลอดจนสถาปัตยกรรมรถยนต์อเนกประสงค์และรถยนต์สปอร์ต นอกจากนี้ยังมีกลุ่มการผลิตระบบส่งกำลัง เช่น เครื่องยนต์, ชุดเกียร์, เพลา และส่วนประกอบต่าง ๆ โดยโรงงานต่าง ๆ ในกลุ่มการผลิตดังกล่าวจะตั้งอยู่รายล้อมโรงงานหลักซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางความรู้ความเชี่ยวชาญสำหรับการเตรียมเดินเครื่องผลิตสำหรับผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ตลอดจนการรับประกันคุณภาพ
Q : พึงพอใจกับพันธมิตรมากแค่ไหน
เราเป็นคู่ค้ากันมานานกว่า 40 ปี โรงงานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการและมีพันธมิตรคือธนบุรีประกอบรถยนต์ รับหน้าที่ผู้ดำเนินงานทั้งการประกอบรถยนต์ งานตัวถัง และงานสี ที่ผ่านมาทำผลงานได้ดี ต้องบอกว่าโรงงานแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์
ปัจจุบันมีการผลิตรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั้งหมด 9 รุ่น ได้แก่ ซี-คลาส, อี-คลาส, เอส-คลาส, จีแอลอี, จีแอลเอ, ซีแอลเอ, จีแอลซี, จีแอลซี คูป และ ซี-คลาส คูเป้ เฉพาะในปี 2560 เพียงปีเดียว ธนบุรีประกอบรถยนต์สามารถผลิตรถยนต์ให้กับเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้มากถึง 12,000 คัน ปัจจุบันโรงงานแห่งนี้มีพนักงานกว่า 1,000 คน
และคาดการณ์การขยายการลงทุนครั้งนี้ จะสร้างงานเพิ่มขึ้นอีกกว่า 300 ตำแหน่ง โดยในจำนวนนี้จะเป็นการจ้างงานในส่วนของการผลิตแบตเตอรี่เกือบ 100 ตำแหน่ง
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
สามารถดาวน์โหลด ประชาชาติธุรกิจ ฉบับ e-Newspaper
หรือ e-Book ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
