คิดแบบ “แซลมอนเฮ้าส์” แนวทางที่ใช่…จิ๋วแต่ต้องเจ๋ง-
สัมภาษณ์
จะว่าเริ่มต้นธุรกิจจากความผิดหวังก็คงไม่ผิดนัก เพราะความตั้งใจแรกของ แซลมอนเฮ้าส์ คือ การผลิตคอนเทนต์ป้อนให้ทีวีดิจิทัล ด้วยการนำเสนอที่แปลกใหม่ แต่ด้วยสถานการณ์ทีวีดิจิทัลที่กำลังฝุ่นตลบในขณะนั้น ทำให้ไม่มีช่องใดสนใจซื้อไอเดีย
ความตั้งใจไม่ได้จบแค่นั้น ในทางกลับกัน ได้สร้างแนวทางใหม่ในสไตล์ที่ใช่ ให้แซลมอนเฮ้าส์ ในฐานะโปรดักชั่นเฮาส์ที่มีเอกลักษณ์ มีการนำเสนอเฉพาะตัว สื่อสารง่าย ๆ แต่ตอบจริตคนรุ่นใหม่ จนกลายเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่มาแรง
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “วิชัย มาตกุล” ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ที่ควงคู่กันมา “ธนชาติ ศิริภัทราชัย” ผู้กำกับ บริษัท แซลมอนเฮ้าส์ จำกัด ถึงแนวทางการสร้างคอนเทนต์ในแบบฉบับของแซลมอนเฮ้าส์ และทิศทางการขยายธุรกิจจากนี้ไป
Q : จุดเริ่มต้นของการรวมตัว จนเกิดเป็นแซลมอนเฮ้าส์
วิชัย : ผมเป็นนักเขียนอยู่ที่แซลมอนบุ๊ค ในเครือบันลือกรุ๊ป (ผลิตหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะ) ส่วน เบนซ์ (ธนชาติ ศิริภัทราชัย) เป็นนักเขียนอยู่ที่นิวยอร์ก และส่งผลงานมาตีพิมพ์ที่แซลมอนบุ๊ค หลังจากนั้นผมก็เริ่มรับงานฟรีแลนซ์ เริ่มเขียนบทภาพยนตร์ ทำงานครีเอทีฟ ขณะที่เบนซ์ ก็ออกหนังสือเล่มแรก และทำคลิป “โดนคนไทยด่าครั้งแรก” ทุกอย่างเกิดขึ้นไล่เลี่ยกันประมาณปี 2555-2556
จากนั้นก็เข้ามาช่วยบันลือกรุ๊ป ทำสติกเกอร์ไลน์ของ “ขายหัวเราะ” จนได้รับความนิยม และเบนซ์ก็เริ่มดัง ประกอบกับ “ณัฐชนน มหาอิทธิดล” บรรณาธิการบริหารแซลมอนบุ๊ค มีแนวคิดที่จะต่อยอดคอนเทนต์ไปสู่ธุรกิจอื่น ๆ ด้วย จึงชวนกันมาสร้างทีมแซลมอนเฮ้าส์ ซึ่งความตั้งใจแรก คือ ทำรายการเพื่อป้อนทีวีดิจิทัล ด้วยการแปลงคอนเทนต์จากหนังสือมาเป็นรายการที่แตกต่างจากตลาด แต่การแข่งขันของธุรกิจทีวี ทำให้ไม่มีช่องไหนสนใจซื้อคอนเทนต์ของเรา
Q : ไอเดียดี แต่ช่องไม่สนใจ แล้วทำไมตัดสินใจเดินหน้าลุยต่อ
ธนชาติ : เราไม่หยุดความตั้งใจไว้แค่นั้น แต่เลือกเดินในทางที่เราถนัด เริ่มต้นด้วยไอเดีย กับการสร้างคอนเทนต์แรก ด้วยการทำคลิปออนไลน์ โดยให้วินมอเตอร์ไซค์มารีวิวไอโฟนรุ่นใหม่ เรียกว่า ทดลองทำอะไรที่ต่างออกไปจากตลาด ก็มีกระแสตอบรับที่ดี ทำให้ตัดสินใจเดินหน้าต่อ ประกอบกับลุงเนลสันกำลังเดินทางมาไทย จึงตัดสินใจทำคลิป ฝรั่งโดนคนไทยด่าตอนที่ 2 ฝรั่งคะนองกรุง ซึ่งตอนนี้สินค้าเริ่มเห็นงานของเรา และ “โก๋แก่” ก็เข้ามาเป็นสปอนเซอร์ให้
วิชัย : ตอนนั้น เริ่มเห็นแนวทางใหม่แล้วว่าจะเดินต่ออย่างไร จึงตัดสินใจว่าไม่ทำคอนเทนต์ป้อนทีวีแล้ว เพราะลองทำรายการของตัวเองก็มีสินค้าเข้ามาเป็นสปอนเซอร์ ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นบริษัทโปรดักชั่นเฮาส์ ที่ทำคอนเทนต์เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า (สินค้า) ดีกว่า
Q : ใช้เวลาในการสร้างชื่อ สร้างผลงานนานกว่าที่จะเริ่มมีสินค้าเข้ามาเป็นสปอนเซอร์
ธนชาติ : เริ่มต้นทำงานปี 2556 แต่มีผลงานออกมาประมาณปี 2557 และเริ่มได้รับผลตอบรับที่ดีจากสินค้า ก่อนลุยงานด้านโปรดักชั่นเฮาส์อย่างจริงจังในปี 2559 ล่าสุดปี 2560 ที่ผ่านมา มีผลงานโฆษณามากกว่า 20 เรื่องต่อปี ถือว่าเยอะอยู่เมื่อเทียบกับการทำงานของบริษัทเล็ก ๆ และทำให้เรากลายเป็นโปรดักชั่นเฮาส์ที่รับงานโฆษณาแบบเต็มตัว ทั้งโฆษณาออนไลน์และทีวี
Q : อะไรคือจุดขายที่ทำให้ผลงานของแซลมอนเฮ้าส์ถูกใจ เจ้าของสินค้า และถูกจริตคนรุ่นใหม่
ธนชาติ : คงเป็นการดึงความเป็นธรรมชาติของมนุษย์มาใส่ในโฆษณา ด้วยการผสมผสานระหว่างพฤติกรรมผู้บริโภคที่เกิดขึ้นจริง การหยิบเรื่องใกล้ตัวมาเล่า และไม่เน้นทำคอนเทนต์ที่อิงกับกระแส แต่จะเป็นงานที่ร่วมสมัย ไม่ว่าจะหยิบโฆษณาขึ้นมาดูยุคไหน ๆ ตอนไหน คนก็ยังเข้าใจ ยังอินอยู่
วิชัย : ผู้บริโภคชอบบอกว่าหนังโฆษณาของเราไม่ขายของ ซึ่งความจริงแล้ว หนังโฆษณาทุกเรื่อง เรียกว่าฮาร์ดเซลก็ว่าได้ ความตั้งใจช่วงแรก คือ ทำหนังที่มีคอนเทนต์สนุกและขายของ แต่หลัง ๆ พยายามปรับให้มาเป็นหนังขายของที่สนุก เพราะรู้สึกว่าลูกค้า (สินค้า) ได้พื้นที่โฆษณาน้อยไป ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนของ
ระหว่างคอนเทนต์กับเนื้อหาโฆษณาก็อยู่ที่ 50% ขณะที่ผู้บริโภคก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นหนังขายของ อย่างไรก็ตาม ก็ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและต้องปรับอยู่ตลอด ซึ่งการปรับอะไรทุกครั้งก็ยังต้องคงดีเอ็นเอไว้ด้วย
Q : ผลโฆษณาที่เพิ่มจำนวนขึ้น มีการบริหารจัดการอย่างไร
วิชัย : ตอนนี้มีทีมเดียว 10 คน แม้เป็นทีมเล็ก แต่ก็คล่องตัว และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดี ขณะเดียวกันอยากเพิ่มทีมครีเอทีฟและผู้กำกับ เพราะทุกวันนี้ไอเดียหลักยังอยู่ที่เรา 2 คน ทำให้ไม่สามารถขยายได้ ซึ่งระหว่างทางก็พยายามปรับมาต่อเนื่อง ทั้งจ้างทีมผู้กำกับนอกมาช่วย ล่าสุดปรับใหม่ ด้วยการให้ทีมขายรับงานมาเป็นไตรมาส เพื่อการบริหารจัดการจะได้ดีขึ้น ซึ่งอาจจะต้องค่อย ๆ ปรับไปเรื่อย ๆ
ขณะเดียวกันการปรับอัลกอริทึ่มของเฟซบุ๊กก็ทำให้การทำงานเอเยนซี่โฆษณายากขึ้น ่ในแง่ของผู้ผลิตโฆษณาก็ต้องทำงานที่มีคุณภาพขึ้น วันนี้โฆษณาออนไลน์กับทีวีคุณภาพใกล้เคียงกัน อีกทั้งต้องปรับรูปแบบการนำเสนอให้เร็ว และยิงตรงจุดทันทีเพื่อดึงคน
Q : จากนี้ไปวางทิศทางการเติบโตของธุรกิจไว้อย่างไร
วิชัย : ขณะนี้รายได้หลักมาจากหนังโฆษณา ทิศทางจากนี้ไปจะเริ่มเข้าไปบริหารสื่อให้แก่สินค้ามากขึ้น พยายามขยายธุรกิจโฆษณาตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว ในแง่ของสินค้าก็ต้องออกแคมเปญที่ครบวงจรมากขึ้น จะใช้เฉพาะวิดีโอคอนเทนต์เหมือนที่ผ่านมาไม่ได้ เพราะวิดีโออย่างเดียวแก้ปัญหาของลูกค้าไม่ได้อีกแล้ว แต่ต้องมีองค์ประกอบอื่น ๆ เข้ามาเสริมด้วย เช่น สินค้า A จะออก
โปรดักต์ใหม่ การมีแค่โฆษณาออนไลน์อย่างเดียวคงไม่ได้ แต่ต้องมีแคมเปญใหญ่และย่อยมาสร้างกระแสต่อเนื่อง
ดังนั้นเป้าหมายหลัก คือ การเป็นเอเยนซี่ที่ให้บริการครบวงจร ด้วยการใช้ศักยภาพในเครือบันลือกรุ๊ป เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ สำนักข่าวออนไลน์ “The MATTER” เป็นต้น เข้ามาสนับสนุนซึ่งกันและกัน ปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดระบบภายใน คาดว่าจะเริ่มต้นได้เร็ว ๆ นี้
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
