“อนุทิน” หลังภาพ คสช.-ทักษิณ นโยบาย “ไม่กินหัวคิว-ไม่เอาคนเลว”-
สัมภาษณ์พิเศษ
กระดานการเมืองเริ่มกลับมาคึกคักมีชีวิต เมื่อคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 ปลดล็อกให้พรรคการเมืองเก่าทำ “ธุรการ” เบื้องต้น ยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคให้เสร็จใน 1 เดือน
พรรคเก่า พรรคใหญ่ พรรคกลาง ที่เป็นองค์ประกอบของโจทย์การเมือง ต่างใช้โอกาสนี้ “เช็กชื่อ” ลูกพรรค
ใครยังอยู่ ใครย้ายพรรค สลับกลุ่มก๊วน จะรู้ภายใน 1 เดือน
หนึ่งในนั้นคือพรรคภูมิใจไทยที่มีหัวหน้าพรรคชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” พรรคที่ถูกสปอตไลต์การเมืองสาดส่องมาเนิ่นนาน ว่าจะเป็นทั้ง “ตัวเต็ง” เป็นทั้ง “ตัวแปร” ในเกมเลือกตั้งครั้งแรกหลังรัฐประหาร
เบื้องต้น เขาได้ “ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์” อดีตผู้แทนราษฎร จ.พิจิตร ดีกรีอดีตรัฐมนตรีจากพรรคชาติไทยพัฒนา มาร่วมพรรค
เล็งเป้า ส.ส.เกิน 34 ที่นั่ง
แม้ว่าพรรคภูมิใจไทยเดินทางมาครบ 10 ปีเต็ม แต่การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นการเลือกตั้งทางการครั้งแรกของ “อนุทิน”
“พรรคภูมิใจไทยที่มีผมเป็นหัวหน้าพรรค จะเป็นการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของผู้บริหารพรรคในชุดใหม่ที่จะต่อสู้ในระบอบประชาธิปไตย มีความตื่นเต้น มุ่งมั่น ตั้งใจที่จะนำชัยชนะมาให้กับพรรค และทำประโยชน์ให้กับบ้านเมือง” เขาเริ่มต้นอภิปราย
เส้นทาง 1 ทศวรรษของภูมิใจไทย เป็นทั้งฝ่ายรัฐบาลภายใต้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ แต่พลิกเป็นฝ่ายค้านในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย หลังการเลือกตั้ง 2 กรกฎาคม 2554 แม้ว่าจะได้ ส.ส.เข้าสู่สภาถึง 34 ที่นั่ง
ดังนั้น ภูมิใจไทยในทศวรรษของ “อนุทิน” เล็งเห็นผลในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเพื่อให้เป็นรัฐบาลอีกครั้ง ต้องไม่น้อยกว่าการเลือกตั้ง 2554
“พรรคมีคะแนนนิยมอยู่แล้ว จากผลการเลือกตั้งปี 2554 คะแนนที่ผู้สมัครทุกคนรวมกัน 3 ล้านกว่าคะแนน ในขณะที่ส่ง ส.ส.แค่ 130 กว่าเขต ไม่ได้ส่ง 350 เขต ยังเชื่อว่าตั้งแต่เลือกตั้ง 2554 จนถึงปัจจุบัน ผู้สมัครของพรรคไม่ได้ออกไปไหน ทุกคนยังลงพื้นที่หาคะแนนนิยมให้ตัวเองตลอดเวลา”
“ประกอบกับช่องทางในรัฐธรรมนูญใหม่ พรรคไม่ได้รับความเสียเปรียบอะไร มิหนำซ้ำหากดูภาพรวมแล้วเป็นคุณต่อพรรคภูมิใจไทยด้วยซ้ำ หากผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยเกิดความผิดพลาด ไม่สามารถเข้ามาเป็นอันดับที่ 1 ได้ ก็ยังสามารถเอาคะแนนนิยมของเขามาเป็นคะแนนบัญชีรายชื่อได้ ดังนั้นจึงมีความมั่นใจว่า พรรคจะได้รับความนิยม มีจำนวน ส.ส.เพิ่มขึ้นในสภา ไม่มีใครเดินตัวเปล่ากลับบ้าน”
“แม้ไม่ได้ที่ 1 ได้ที่ 2 ก็ได้ ที่ 5 ก็ได้ ที่ 10 ก็ได้ ขอให้ได้มีคะแนน พรรคต้องส่งผู้ที่มีคุณสมบัติพร้อม ประวัติที่ขาวสะอาด ไม่มีประวัติที่เป็นคนทำผิดกฎหมาย มีประวัติทุจริต เข้ามาเป็น ส.ส.ของพรรคเป็นอันขาด ไม่ต้องกลัวว่าผมพูดเพราะ ๆ ให้ฟัง… ไม่ใช่ คนเลว ๆ เข้ามา ผมปกครองยาก ผมอยากอยู่กับคนดี ๆ ทุ่มเทจริง ๆ”
ตัวเลข 34 ที่นั่ง เป็นตัวเลขที่เขาประเมินต่ำ ๆ เพราะอนุทินเปรียบ “ภูมิใจไทย” ว่า เหมือนคนยิงปืนไม่แม่น เล็งสูงมักจะเลยเป้า แต่ถ้าเล็งต่ำ ๆ ไว้ก่อน กระสุนจะเข้าเป้า
ชูแคมเปญ
ล้างบางคอร์รัปชั่น
แต่นโยบายที่พรรคภูมิใจไทยจะใช้เป็น “อาวุธ” ชิงแต้มการเมืองจากคู่แข่ง ไม่ใช่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องชาวบ้าน แต่เป็นการขจัดต้นตอการทุจริต-คอร์รัปชั่น
“ภารกิจแรกที่พรรคคิดว่าเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงสำหรับบ้านเมืองในเวลานี้ ไม่ใช่เศรษฐกิจ ไม่ใช่ความแตกแยก แต่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือการทุจริตคอร์รัปชั่น จะทำให้การคอร์รัปชั่นลดน้อยลงให้มากที่สุด ไม่สามารถบอกได้หรอกว่าจะกำจัดคอร์รัปชั่นให้สิ้นซาก เพราะเป็นคำพูดที่เลื่อนลอย”
“เน้นไปที่ต้นตอของคอร์รัปชั่น ใช้งบประมาณของประเทศให้เหมาะสม คุ้มค่าที่สุด พรรคภูมิใจไทยตั้งแต่หัวหน้าพรรคจนถึงผู้บริหารพรรค ตีราคาของเป็นมองเห็นสินค้า ผลิตภัณฑ์ มองเห็นทรัพย์สิน สามารถตีราคาได้ว่าควรจะใช้เงินทุนเท่าไหร่ที่จะได้มาซึ่งของเหล่านั้น”
“ต้องใช้งบประมาณที่มีอยู่ของประเทศให้คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ อธิบายได้ เปิดเผยได้ ไม่มีการปิด แต่ถ้าผู้ประกอบการยังจ่ายใต้โต๊ะในงบประมาณที่มีน้อยอยู่แล้ว ก็ถือว่าเป็นเวรเป็นกรรมของผู้ประกอบการคนนั้น และข้าราชการ อย่าให้จับได้ ไม่มีการช่วย”
เหตุผลที่เลือกการแก้ปมทุจริตเป็นอันดับแรก เพราะอนุทินเชื่อว่า การทุจริตเป็นปัญหาพื้นฐานของโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการ “กินหัวคิว” ถ้าทำให้เงินร่วงหล่นไปในทางมิชอบให้น้อยที่สุด เศรษฐกิจก็ดีเอง
“จะใช้เวลา 2-3 ปีแรกทำพื้นฐานให้ดีก่อน ยังไม่ได้เล็งสูงถึงขั้นเป็นเจ้าแห่งเศรษฐกิจ โดยที่รากฐานไม่มั่นคงก็ไปแบบไม่ยั่งยืน เผลอ ๆ ร่วงก่อน”
ไม่เน้นคนรุ่นใหม่
ในขณะที่พรรคการเมืองเก่า-ใหม่ ต่างทยอยเปิดตัว “คนรุ่นใหม่” เพื่อดูดคะแนนเสียงจากคนที่ “หมดหวัง” จากนักการเมืองเก่า “อนุทิน” ถามกลับว่า
“สิ่งที่เราต้องการสำหรับประเทศไทยคือคนที่เก่ง คนที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ความหวังดีต่อบ้านเมือง ต้องการเห็นชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และที่สำคัญ ต้องเป็นคนที่เข้าใจชาวบ้าน ประชาชนในทุก ๆ พื้นที่”
“ดังนั้น คนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่า ไม่มีความสำคัญเท่ากับคนที่เข้าใจความลำบากของประชาชน เข้าใจคนตั้งแต่ระดับพื้นฐานเกษตรไปถึงสังคมคนเมือง ไฮเทค โลว์เทค พรรคมีบุคลากรที่เข้าใจธรรมชาติ พร้อมนำนโยบายเหมาะสมมาแก้ปัญหาคนเหล่านั้น”
ดูหน้างานเลือกตั้งก่อนเลือกขั้ว
แต่ก่อนที่ “เป้า” ทางการเมืองจะบรรลุผลได้เป็นรัฐบาล อาจต้องขึ้นอยู่กับ “พันธมิตร” การเมือง รูปถ่ายที่ปรากฏอยู่ข้างกาย “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลีย ถูกตีความว่ามีนัยการเมืองแฝงอยู่ข้างหลังภาพ
ขณะที่ความสัมพันธ์ของเขากับ “ทักษิณ ชินวัตร” ผู้มีอำนาจตัวจริงพรรคเพื่อไทย ขั้วตรงข้าม คสช. ก็ยังคงรักษาระยะความใกล้ชิด จึงถูกคนการเมืองมองว่า “อนุทิน” แตะมือทั้งสองขั้วข้าง พร้อมเป็นรัฐบาลร่วมกับทุกพรรค
ทว่า “อนุทิน” ขอดูคะแนน “หน้างาน” จึงจะรู้ว่าควรร่วมมือกับขั้วไหน แต่ในเบื้องต้น ไม่เคยแตะมือกับใครในเวลานี้ “พรรคภูมิใจไทยไม่เคยแตะมือใคร ใครจะมาที่ 1 ก็ยังไม่รู้ ใครจะมาที่ 2 ที่ 3 ก็ยังไม่รู้ ทุกคนได้แต่คาดการณ์ว่าจะได้เท่านี้ ๆ ทุกคนคาดการณ์ได้หมด”
“และไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องมานั่งให้สัตยาบันว่าจะร่วมงานกับพรรคไหน ทุกวันนี้ต่างคนต่างแข่ง ทุกพรรคต้องเอาคะแนนให้ตัวเองมากที่สุด ผมไม่ได้คิดว่าจะเป็น 3 ตลอด ถ้าผมเป็นที่ 2 หรือเป็นที่ 1 ขึ้นมาแล้วบอกว่า โอย…ต้องทำสัตยาบัน ผมไม่เอาหรอก ไม่เอาคำพูดมาเป็นนาย นี่เรื่องของบ้านเมือง อะไรที่เป็นสิ่งที่ดีของบ้านเมือง ผมเอาหมด แต่ผมต้องรู้ก่อนว่าผมเลือกทางนี้ผมมีอาวุธอยู่ในตัวผม แสนยานุภาพขนาดไหน”
ไม่มีพรรคทหารถ้าลงเลือกตั้ง
ข้อครหาที่พรรคภูมิใจไทยเผชิญมาตลอดช่วง คสช.ยึดอำนาจ คือการเป็นแนวร่วมกับ “พรรคทหาร” สนับสนุนนายกฯคนนอก ชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เขาปฏิเสธ…
“ทุกอย่างอยู่ที่ผลของการเลือกตั้ง ไม่มีพรรคทหารหรอก ทุกพรรคเข้ามาต้องผ่านการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ก็ต้องเป็นพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ก็คือคนใน ทุกวงการใคร ๆ ก็ต้องการเอานายกฯคนในทั้งนั้น หากบุคคลในรัฐบาลนี้ หรือ คสช.ลงเลือกตั้งผ่านพรรคใดพรรคหนึ่งเข้ามา จะมาบอกว่าคนนี้คนในคนนอกได้ยังไง”
“แต่ผมก็ต้องดูว่าผมชนะเขาเยอะไหม ถ้าผมชนะเขาเยอะก็ต้องคิดอย่างหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องไปให้สัตยาบันอะไรกับใคร ยังจะบอกต้องมีขั้วอย่างนี้ คนที่เป็นพรรคใหญ่อยู่แล้ว หรือขัดแย้งกับคณะ คสช. เขาก็ต้องมีความต้องการอย่างหนึ่ง”
“ความขัดแย้งกันเองระหว่างพรรคใหญ่ที่ 1 กับพรรคใหญ่ที่ 2 ก็มีความต้องการอย่างหนึ่ง ผมไม่ได้ขัดแย้งกับใคร ผมเป็นผู้เลือกบ้างสิ สมัยก่อนผมเป็นผู้ถูกเลือกมาเยอะแล้วนิ”
“สิ่งที่ผมพูดได้อย่างเดียวคือ บ้านเมืองคือสิ่งสำคัญ ถ้าเชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยมองประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เรื่องอื่นเป็นเรื่องเล็ก”
เขาปิดท้ายการสนทนาว่า “ทุกคนต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ใครไม่ชอบก็อย่าเข้ามาเกี่ยวข้อง พูดไปทำไม แก้ไขอะไรไม่ได้ ต้องทำตามให้เกิดความสงบเรียบร้อย เมื่อสงบเรียบร้อยก็ไม่มีความขัดแย้ง ความสงบจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทุกคนปฏิบัติตามกติกา ก็คือรัฐธรรมนูญ”
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
